header คนประกันภัย
หน้าแรกสินค้าและบริการข่าวสารข้อมูลสาระความรู้ติดต่อเรา
"คนประกันภัย" เราเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และรับทำประกันภัยทุกประเภทอย่างครบวงจร นึกถึงการวางแผนทางการเงินและชีวิต นึกถึงเรา"คนประกันภัย" โทร. 094-5426619 Email: konpakanpai@gmail.com Website: www.konpakanpai.com
         
การวางแผนทางการเงิน
การวางแผนทางการเงิน
การจัดการงบการเงิน
การวางแผนรายได้
การวางแผนรายจ่าย
การวางแผนการเก็บออม
การวางแผนสภาพคล่อง
การวางแผนสินเชื่อ
การวางแผนประกันภัย
การวางแผนการศึกษาบุตร
การวางแผนเกษียณอายุ
การวางแผนภาษี
การวางแผนการลงทุน
การวางแผนมรดก
 
ประกันชีวิต
ประกันชีวิตคืออะไร
ประเภทของประกัยชีวิต
ทำไมต้องทำประกันชีวิต
ประโยชน์ของการประกันชีวิต
ความคุ้มครองที่ได้รับ
ความต้องการในแต่ละช่วงอายุ
แนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต
ขั้นตอนการทำประกันชีวิต
โครงการคุ้มครองรายได้และกองทุนมรดก
กองทุนเพื่อการศึกษา
กองทุนเกษียณอายุ
ประกันชีวิตเพื่อการลดหย่อนภาษี
ประกันชีวิตเพื่อการลงทุน
 
ประกันชีวิต
ประกันสุขภาพคืออะไร
แนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต
ประกันคุ้มครองสุขภาพ
ประกันชดเชยค่ารักษาพยาบาล
ประกันชดเชยรายได้
ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง
ประกันคุ้มครองอุบัติเหตุ
ประกันคุ้มครอง All In One
ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรงพิเศษ
ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA)
ตัวอย่างอัตราค่าห้องโรงพยาบาล
 
ประกันชีวิต
ประกันวินาศภัยคืออะไร
ประเภทของประกันวินาศภัย
ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
ประกันภัยที่อยู่อาศัย
ประกันภัยรถยนต์
ประกันภัยเบ็ดเตล็ด
 
การเงินและการลงทุน
สินทรัพย์ทางการเงินและการลงทุน
เงินฝากธนาคาร
กองทุนรวม
กองทุนรวม LTF RMF
ตราสารหนี้
ตราสารทุน
ตราสารอนุพันธ์
สินทรัพย์ทางเลือก
 
บริการอื่นๆ
ตารางมรณะไทยพื้นฐาน ปี 2560
บริการโอนย้าย และต่อทะเบียน
รายชื่อโรงพยาบาลคู่สัญญา บรืษัทประกันชีวิตและบรืษัทประกันวินาศภัย
ดาวน์โหลด โบรชัวร์ต่างๆ
 
 
ตราสารหนี้
 
ตราสารหนี้
 
ความหมายของตราสารหนี้

          ตราสารหนี้ (Debt Instruments) หรือที่คุ้นเคยในชื่อว่า พันธบัตร และ หุ้นกู้ ซึ่งเป็นตราสารการเงิน ที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก และผู้ถือตราสารหนี้ โดยตราสารหนี้ต้องมีการกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ย หรือผลประโยชน์อื่นใดไว้เป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ รวมถึงวันไถ่ถอน นอกจากนี้ ตราสารหนี้ยังสามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้

           ผู้ออกตราสารหนี้คือผู้กู้เงินจากผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ดังนั้นผู้ออกตราสารจึงมีฐานะเป็น ลูกหนี้ ในขณะที่ผู้ซื้อตราสารมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ นั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากตราสารทุนหรือหุ้นสามัญ ที่ผู้ถือตราสารทุนนั้นจะลงทุนในส่วนของผู้ถือหุ้น และมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ ไม่ใช่เป็นเจ้าหนี้

หลักการของตราสารหนี้
 
ประเภทของตราสารหนี้

          ตราสารหนี้มีได้หลายประเภทและหลายรูปแบบ เพราะโดยทั่วไป ผู้ออกมักจะมีการออกตราสารหนี้ ให้สอดคล้องกับความต้องการเงินทุน และความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตของผู้ออก ในขณะเดียวกันก็ต้องตอบสนองต่อความต้องการที่แตกต่างกัน ของนักลงทุนแต่ละประเภทด้วย เช่น คนวัยเกษียณอายุที่ไม่ต้องการความเสี่ยง อาจต้องการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐที่มีอายุไม่ยาว เพื่อความมั่นคงสูงแม้ว่าจะให้ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ ในขณะที่คนวัยเริ่มต้นทำงานยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า จึงสามารถลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน ที่ให้ผลตอบแทนสูงแต่อาจมีความเสี่ยงมากขึ้น เป็นต้น

แบ่งตามประเภทผู้ออกตราสาร
  1. ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล
               เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยกระทรวงการคลัง เพื่อการระดมเงินทุนจากนักลงทุนและประชาชนทั่วไป มาใช้จ่ายในกิจการของรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการอุดหนุนภาระขาดดุลงบประมาณ ตราสารหนี้ชนิดนี้ผู้ลงทุนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้รัฐบาลโดยตรง ตราสารหนี้ชนิดนี้ถือว่าไม่มีความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระดอกเบี้ยและเงินต้น (Default free) เนื่องจากมีรัฐบาลเป็นลูกหนี้ แต่ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงของราคา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดยังคงมีอยู่ โดยตราสารหนี้ภาครัฐบาลสามารถแบ่งได้ตามระยะเวลา ออกเป็น

    • ตราสารหนี้ของรัฐบาลที่มีอายุสั้นๆไม่เกิน 1ปี เรียกว่า ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) ซึ่งในปัจจุบันที่มีการออกประมูลเป็นประจำคือตั๋วเงินคลังอายุประมาณ 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริหารเงินระยะสั้นในบัญชีเงินคงคลัง ตั๋วเงินคลังเป็นตราสารประเภทไม่จ่ายดอกเบี้ย หรือที่เรียกว่า Zero coupon bond โดยจะออกขายในราคาที่หักส่วนลดจากมูลค่าหน้าตั๋ว เมื่อครบกำหนดอายุจะได้รับการไถ่ถอนตามราคาที่ตราไว้ของมูลค่าหน้าตั๋ว
    • ตราสารหนี้ของรัฐบาลที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปเรียกว่า พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) ซึ่งมีทั้งหมดสามประเภท ได้แก่ พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์ โดยพันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงิน  ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้น ออกเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง และพันธบัตรรัฐบาลนั้น อาจแบ่งได้เป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
  2. ตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ
               เป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาว ที่ออกโดยองค์กรภาครัฐ ซึ่งองค์กรผู้ออกจะมีหน้าที่และภาระในการชำระหนี้ ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นตามที่กำหนดไว้ ความสามารถในการชำระหนี้ และฐานะทางการเงินขององค์กร จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา โดยส่วนใหญ่มักจะเห็นว่า พันธบัตรรัฐวิสาหกิจบางแห่งได้รับการค้ำประกันจากรัฐบาล เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และช่วยให้รัฐวิสาหกิจนั้นสามารถระดมทุนได้ในอัตราที่ถูกลง

          พันธบัตรองค์กรของรัฐ มีลักษณะเช่นเดียวกับพันธบัตรรัฐบาลในปัจจุบัน คือมีมูลค่าต่อหน่วยเท่ากับ 1,000 บาท จ่ายดอกเบี้ยแบบคงที่ ปีละ 2 ครั้ง การชำระคืนเงินต้นเกิดขึ้นครั้งเดียว ณ วันไถ่ถอน โดยผลตอบแทนของพันธบัตร จะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในขณะนั้น ระดับความเสี่ยง และระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน  ซึ่งโดยปกติพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาว จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรุ่นที่มีอายุคงเหลือสั้น และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน จะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน และพันธบัตรรัฐบาล         

  1. ตราสารหนี้ภาคเอกชน หรือหุ้นกู้ เป็นตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปี ที่ออกโดยบริษัทเอกชน เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนและประชาชนทั่วไป เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการ หุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชนนี้ มักจะมีเงื่อนไขรายละเอียดของการออกในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเงินทุน และความสามารถในการจ่ายคืนเงินต้น ของบริษัทผู้ออกนั้นๆ รวมถึงเพื่อดึงดูดนักลงทุน

              การลงทุนในหุ้นกู้นั้น จะต้องคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยง ในด้านการผิดนัดชำระดอกเบี้ยและเงินต้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความมั่นคง และฐานะทางการเงินของบริษัทผู้ออก ดังนั้นตราสารหนี้เอกชน จึงต้องให้ผลตอบแทนที่มากกว่าตราสารหนี้ ที่ออกโดยรัฐบาล เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่มีมากกว่า และยังมีความเสี่ยงด้านราคาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยด้วย

  2. ภาคต่างประเทศเป็นผู้ออก ในที่นี้จะกล่าวถึงตัวอย่างตราสารในตลาดต่างประเทศ ได้แก่

    • Foreign bond เป็นตราสารหนี้ที่ออกเป็นเงินสกุลเดียวกันกับสกุลของประเทศที่ออกขาย แต่ออกโดยผู้ออกต่างประเทศ เช่น Yankee Bond ออกเป็นสกุลดอลล่าห์ขายในสหรัฐฯ แต่ออกโดยรัฐบาลไทย หรือ Samurai Bond ระดมเงินเป็นเยนและออกขายในญี่ปุ่น แต่ออกโดยหน่วยงานที่ไม่ใช่ญี่ปุ่น และในกรณีของไทย เมื่อหน่วยงานต่างชาติเข้ามาออกตราสารหนี้เป็นสกุลเงินบาท ก็จะเรียกว่า Baht Bond เป็นต้น
    • Eurobond เป็นตราสารหนี้ที่ออกเป็นสกุลเงิน ที่ไม่ใช่สกุลเงินของประเทศที่ออกขาย เช่น ตราสารที่ออกเป็นเงินเยนแต่ออกขายในสหรัฐฯ อาจเรียกว่า Euroyen Bond หรือบริษัทของออสเตรเลีย ออกขายตราสารหนี้ในสกุลดอลล่าห์ในประเทศต่าง ๆ แต่ไม่ใช่ในสหรัฐฯ กรณีนี้อาจเรียกว่า Eurodollar Bond เป็นต้น
    • Global Bond มีลักษณะคล้าย Eurobond แต่สามารถขายในสกุลเงินของประเทศที่ออกขายได้ด้วย เช่น ตราสารที่ออกเป็นเยนอาจออกขายในญี่ปุ่นหรือประเทศอื่น ๆ ก็ได้
แบ่งตามสิทธิในการเรียกร้อง
  1. ตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิ (Senior Bond)
               ผู้ถือตราสารหนี้ประเภทนี้ จะมีสิทธิทัดเทียมกับเจ้าหนี้สามัญรายอื่นๆ ในการเรียกร้องให้ชำระหนี้ แต่จะมีสิทธิเรียกร้องสูงกว่าผู้ถือตราสารหนี้ด้อยสิทธิ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ และผู้ถือหุ้นสามัญตามลำดับ

  2. ตราสารหนี้ด้อยสิทธิ (Subordinated bond)
               เป็นตราสารหนี้ ที่ผู้ถือจะมีสิทธิเรียกร้องชำระหนี้ ในอันดับหลังจากเจ้าหนี้บุริมสิทธิ์ และเจ้าหนี้ทั่วไป ในกรณีที่บริษัทผู้ออกตราสารล้มละลาย หรือมีการชำระบัญชีเพื่อเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะมีสิทธิที่ด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญรายอื่นๆ ในการเรียกร้องสินทรัพย์จากผู้ออก แต่จะสูงกว่าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ และหุ้นสามัญ ซึ่งจะมีสิทธิเป็นอันดับสุดท้าย

ลำดับสิทธิในการเรียกร้อง
แบ่งตามการค้ำประกัน
  1. ตราสารหนี้มีประกัน
               ตราสารหนี้ที่ผู้ออกนำสินทรัพย์ซึ่งอาจเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือ สังหาริมทรัพย์ มาเป็นหลักประกันในการออก โดยผู้ถือจะมีบุริมสิทธิเหนือสินทรัพย์นั้น ซึ่งการออกตราสารหนี้ประเภทนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้แก่นักลงทุน ในบางกรณี อาจมีฐานะทางการเงินที่ไม่่ี่ดี เพียงพอที่จะดึงดูดความต้องการของนักลงทุน จึงต้องใช้หลักประกันมาช่วยเสริม หรือในกรณีที่เป็นการออกตราสารหนี้ เพื่อระดมทุนในการสร้างโครงการใดๆ ก็สามารถนำทรัพย์สินของโครงการนั้น มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้

  2. ตราสารหนี้ไม่มีประกัน
               ตราสารหนี้ที่ไม่ได้จัดให้มีหลักประกันเพื่อการชำระหนี้ตามหุ้นกู้ โดยผู้ถือตราสารหนี้ชนิดนี้อาจมีฐานะเป็นเจ้าหนี้สามัญทั่วไปของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ หรืออาจเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ที่มีการกำหนดสิทธิของผู้ถือไว้ต่ำกว่าสิทธิของเจ้าหนี้สามัญทั่วไป ซึ่งหากผู้ออกตราสารล้มละลาย ต้องทำการแบ่งสินทรัพย์กับเจ้าหนี้รายอื่นตามสิทธิและสัดส่วน

แบ่งตามวิธีการจ่ายดอกเบี้ย
  1. ตราสารหนี้ชนิดจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายงวด
               เป็นตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยเป็นงวด ตามที่กำหนดไว้ในตราสารหนี้ โดยทั่วไปจ่ายปีละ 2 ครั้ง ทุกงวด 6 เดือน ตลอดอายุของตราสารหนี้

  2. ตราสารหนี้ชนิดทบดอกเบี้ย
               เป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยระหว่างงวด แต่จะจ่ายให้เมื่อตราสารหนี้ครบกำหนด โดยทั่วไปดอกเบี้ยที่จ่ายเมื่อครบกำหนดอายุจะคำนวณทบต้นปีละ 2 ครั้ง

  3. ตราสารหนี้ที่ทยอยจ่ายคืนเงินต้น (Amortizing bond) คือ ตราสารหนี้ประเภทที่ผู้ออกจะทยอยจ่ายคืนเงินต้นแก่ผู้ถือในแต่ละงวด แทนที่จะเป็นการจ่ายคืนเงินต้นครั้งเดียวเมื่อครบกำหนดอายุดังเช่นตราสารหนี้ปกติ ในปัจจุบันตราสารชนิดนี้มีเฉพาะหุ้นกู้เอกชน ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของผู้ลงทุนได้ในระดับหนึ่ง ในขณะเดียวกันมีความเหมาะสมกับกระแสเงินรับของผู้ออกหุ้นกู้

  4. ตราสารหนี้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย (Zero-Coupon Bond)
              เป็นตราสารที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย แต่จะอาจออกขายในราคาส่วนลด (Discount) คือต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (ราคา Par) จนกระทั่งเมื่อถือครบกำหนด จะสามารถไถ่ถอนเงินคืนได้เต็มจำนวนตามมูลค่าที่ตราไว้ หรืออาจออกขายที่ราคาที่ตราไว้ (Par) แล้วสามารถไถ่ถอนได้ที่ราคาส่วนเพิ่ม (Premium) ก็ได้ ตัวอย่างของตราสารประเภทนี้ ได้แก่ ตั๋วเงินคลัง

แบ่งตามลักษณะการถือกรรมสิทธิ์
  1. ตราสารหนี้ชนิดจ่ายเงินแก่ผู้ถือ (Bearer Bond)
               เป็นตราสารหนี้ที่จ่ายเงินให้แก่ผู้ถือตราสารหนี้หรือบัตรดอกเบี้ย ตราสารหนี้ชนิดนี้จะมีบัตรดอกเบี้ยติดกับตัวตราสารหนี้ และโอนกรรมสิทธิ์กันได้โดยการส่งมอบ

  2. ตราสารหนี้ชนิดจดทะเบียน (Registered Bond)
               เป็นตราสารหนี้ที่จ่ายเงินให้แก่ผู้มีชื่อในตราสารหนี้ และต้องจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ไว้ที่นายทะเบียน การโอนกรรมสิทธิ์ต้องกระทำโดยการจดทะเบียน ตราสารหนี้ชนิดนี้ไม่มีบัตรดอกเบี้ย แต่จะจ่ายดอกเบี้ยโดยการนำเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่แจ้งความจำนงไว้

  3. ตราสารหนี้ชนิดจดบัญชี (Inscribed Bond)
               เป็นตราสารหนี้ที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่มีตราสารหนี้ไว้ครอบครอง แต่ฝากไว้กับนายทะเบียนซึ่งจะออกใบรับให้แก่ผู้จดบัญชี การจ่ายดอกเบี้ยกระทำโดยการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคารตามที่แจ้งความจำนงไว้ การโอนกรรมสิทธิ์ต้องกระทำเป็นหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียน

แบ่งตามชนิดของอัตราดอกเบี้ย
  1. ตราสารหนี้จ่ายดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate Bond)
             เป็นหุ้นกู้ที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราคงที่ตามที่กำหนดและตามระยะเวลาของอายุตราสารหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทั้งพันธบัตรภาครัฐและหุ้นกู้ของเอกชนในตลาดจะมีลักษณะการจ่ายดอกเบี้ยแบบคงที่

  2. ตราสารหนี้จ่ายดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate Bond)
              ตราสารที่กำหนดการจ่ายดอกเบี้ยแปรผันตามอัตราอ้างอิงหรือดัชนีที่กำหนดไว้ เช่น อัตราดอกเบี้ยตลาด ดัชนีเงินเฟ้อ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ และผลประกอบการของบริษัท เป็นต้น ดังนั้น การจ่ายดอกเบี้ยจึงเป็นแบบลอยตัว หากอัตราอ้างอิงหรือดัชนีที่กำหนดสูงขึ้น ดอกเบี้ยจ่ายก็จะเพิ่มขึ้น แต่หากเป็นไปในทางตรงข้าม ดอกเบี้ยจ่ายก็จะลดลง

  3. ตราสารที่จ่ายดอกเบี้ยแบบลอยตัวแบบส่วนกลับ (Inverse Floater)   
               มีลักษณะการจ่ายดอกเบี้ยแบบลอยตัวเหมือนในข้อ (2) แต่ตรงข้ามกันคือ จะจ่ายดอกเบี้ยแบบผกผันกับอัตราอ้างอิงหรือดัชนีที่กำหนดไว้ เช่น กำหนดว่าจะจ่ายอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 5% ลบด้วยอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้น เมื่ออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ดอกเบี้ยจ่ายก็จะลดลง ในทางกลับกันหากอัตราเงินเฟ้อต่ำลง ดอกเบี้ยจ่ายก็จะสูงขึ้น เป็นต้น

แบ่งตามชนิดของสิทธิแฝง
  1. หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible bond) เป็นตราสารหนี้ที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นกู้ ในการแปลงสภาพจากการถือหุ้นกู้ ไปเป็นหุ้นสามัญตามอัตรา ราคาแปลงสภาพ และเวลาที่กำหนดไว้ หุ้นกู้ประเภทนี้จะได้รับความนิยมในช่วงที่ตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่ดี

  2. หุ้นกู้ที่ผู้ออกมีสิทธิเรียกไถ่ถอนก่อนกำหนด (Callable bond) คือ ตราสารหนี้ที่ให้สิทธิผู้ออกในการเรียกคืน (call) หรือไถ่ถอนหุ้นกู้นั้นก่อนกำหนด ก่อนการลงทุนผู้ถือหุ้นกู้ควรจะต้องทราบเงื่อนไขการไถ่ถอนก่อนกำหนดนี้ด้วย เนื่องจากมีผลต่อราคาของหุ้นกู้ 

    โดยทั่วไปหุ้นกู้จะถูก Call ในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง จนทำให้ต้นทุนของตราสารหนี้เดิมนั้นสูงเกินควร หรือในกรณีที่อันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถออกตราสารใหม่ ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าตราสารหนี้เดิมของตน

  3. หุ้นกู้ที่ผู้ถือมีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด (Puttable bond)หมายถึงตราสารหนี้ที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการขอไถ่ถอนก่อนครบกำหนด โดยรายละเอียดของเงื่อนไขและวิธีการจะกำหนดล่วงหน้าตั้งแต่วันออกหุ้นกู้ เช่น การกำหนดว่าผู้ออกต้องดำรงอันดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ำกว่าระดับใด และหากไม่สามารถทำได้ ผู้ถือตราสารมีสิทธิที่จะขอไถ่ถอนก่อนกำหนด

  4. ตราสารหนี้จากการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitized bond) คือ ตราสารหนี้ที่เกิดจากกระบวนการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) โดยการจ่ายดอกเบี้ยจะมาจากกระแสเงินสดที่ได้จากตัวสินทรัพย์ที่นำมาแปลงนั้น โดยปกติตราสารหนี้ประเภทนี้จะมีอันดับความน่าเชื่อถือสูง เนื่องจากมีหลักทรัพย์ที่นำมาแปลงนั้นค้ำประกัน หรือมีกระบวนการเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถืออื่น ๆ (Credit enhancement)

แบ่งตามประเภทอื่นๆ

ตราสารหนี้ประเภทไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท (Perpetual Bond) คือตราสารหนี้ที่ไม่มีวันหมดอายุ โดยไม่มีการไถ่ถอนคืนจนกว่าบริษัทจะเลิกกิจการ และจะมีการจ่ายดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องตามที่กำหนด

ประโยชน์ของตราสารหนี้

          เพื่อให้ท่านเห็นภาพชัดเจนขึ้น เราลองมาดูว่าการลงทุนในตราสารหนี้ ไม่ว่าจะเป็น พันธบัตร หรือ หุ้นกู้ มีประโยชน์เปรียบเทียบกับการฝากเงิน หรือ การลงทุนในหุ้นอย่างไรบ้าง

  1. ผลตอบแทนสูงความเสี่ยงต่ำ
               เมื่อเปรียบเทียบกับการฝากเงินกับธนาคารแล้ว ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ในขณะที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ในขณะที่การฝากเงินออมทรัพย์ให้ผลตอบแทนไม่เกิน 0.75% ในปัจจุบันการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ที่ถือว่าปราศจากความเสี่ยงในเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ ให้ผลตอบแทนมากกว่า 3% และหากท่านสามารถยอมรับความเสี่ยงสูงขึ้น ก็สามารถลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทเอกชน ที่จะเสนออัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ที่มีลักษณะและอายุใกล้เคียงกัน

  2. เป็นแหล่งรายได้ประจำ
               เนื่องจากตราสารหนี้จ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆแก่ผู้ลงทุน และจะจ่ายคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดอายุ จึงเหมาะสำหรับนักลงทุน ที่ต้องการรายได้ที่แน่นอนสม่ำเสมอในแต่ละงวด ซึ่งจะต่างจากการลงทุนในหุ้น ที่ผลตอบแทนจากเงินปันผล จะไม่แน่นอนขึ้นกับผลประกอบการของบริษัท

  3. เงินลงทุนมั่นคงปลอดภัย
               พันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ของรัฐบาลถือเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย เพราะไม่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ส่วนการลงทุนในหุ้นกู้หรือตราสารหนี้อื่นๆ นักลงทุนควรพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit rating ของหุ้นกู้ที่ท่านลงทุน อันดับความน่าเชื่อถือที่สูงก็ถือว่ามีความปลอดภัยสูง

  4. กระจายความเสี่ยง
               การลงทุนในตราสารหนี้จัดเป็นเครื่องมือการลงทุน ที่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ของนักลงทุน ในเรื่องการกระจายความเสี่ยง เพื่อให้ท่านสามารถกระจายการลงทุนไปในตราสารที่หลากหลายได้

  5. สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได
               ข้อดีของการลงทุนในตราสารหนี้ ก็คือสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนมือกันได้ในตลาดรอง โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันครบกำหนดอายุ อย่างไรก็ตาม สภาพคล่องการซื้อขายอาจแตกต่างกันไป ตามปริมาณและประเภทของตราสารหนี้ ในขณะที่การฝากเงินกับธนาคาร จะไม่ได้ประโยชน์ในข้อนี้

 
ความเสี่ยงของตราสารหนี้
  1. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาและอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk)
               เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง ของอัตราดอกเบี้ย โดยเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น จะทำให้มูลค่าของตราสารหนี้ลดลง และหากมีการนำเอาดอกเบี้ยที่ได้รับไปลงทุนต่อ ก็จะได้รับความเสี่ยงในเรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุนต่อ (Reinvestment Rate Risk) หรือหากรอจนครบอายุของสัญญา ราคาของตราสารหนี้อาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ก็ได้

  2. ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk)
               เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร หากมีสภาพคล่องไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ได้ ซึ่งความเสี่ยงประเภทนี้สามารถพิจารณาได้ จากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารได้

  3. ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนสถานะของลูกหนี้ (Event Risk)
               เป็นความเสี่ยงจากผลกระทบจากเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่คาดคิด ซึ่งมีผลต่อราคาของตราสารหนี้ได้ เช่น ภัยธรรมชาติ การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ เป็นต้น

  4. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)
               เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดสภาพคล่องของตัวตราสาร ที่ไม่สามารถเปลี่ยนมือได้ ซึ่งอาจเกิดจากตัวตราสารหนี้นั้นเอง หรือจากสภาพของตลาด

  5. ความเสี่ยงจากอำนาจการซื้อเปลี่ยนแปลง (Inflation Risk)
               เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ค่าของกระแสเงินสดที่จะได้รับในตราสารหนี้นั้นมีค่าลดลง

  6. ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Risk)
               เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะเกิดในกรณีที่ลงทุนในตราสารหนี้ในต่างประเทศ และได้รับผลตบแทนหรือเงินคืน เป็นเงินตราต่างประเทศ

  7. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ภาครัฐ (Legal Risk)
               เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ หรือระเบียบต่างๆที่เกี่ยงกับตราสารหนี้ เช่นการปรับโครงสร้างภาษีสำหรับผลตอบแทนในตราสารหนี้เป็นต้น

  8. ความเสี่ยงจากสิทธิแฝงในตราสารหนี้ (Embedded Risk)
               เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการแฝงสิทธิบางอย่างเข้าไปในตราสารหนี้

  9. ความเสี่ยงจากตัวผู้ลงทุน (Black Box Risk)
               เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดความรู้ที่เกี่ยวกับตราสารหนี้ หรือขาดความเข้าใจในพฤติกรรมตลาดหรือผลตอบแทน

 
 
google
facebook
 
QR Code Line konpakanpai
line_addfriends_konpakanpai
 
รับสมัครตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ
รับสมัครตัวแทนประกันวินาศภัย ศรีกรุงโบรคเกอร์
ประกันรถยนต์กับศรีกรุงโบรคเกอร์
724 Insure
 
ยินดีให้คำปรึกษากรมธรรม์ประกันชีวิต
 
 
 
 
 
line
ผู้เอาประกันควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัย ผลประโยชน์ เงื่อนไข ความคุ้มครองโดยละเอียดให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
line
คนประกัน รับทำประกันภัยทุกชนิด
line
หน้าแรก  |  ผลิตภัณฑ์  |  ข่าวสารข้อมูล |  สาระความรู้ | ติดต่อเรา   
line
เว็บไซต์นี้มิใช่เว็บไซต์ของ บริษัท เอไอเอ จำกัด แต่เป็นเว็ปไซต์์ตัวแทนประกันชีวิตของเอไอเอ (ตัวแทนประกันชีวิต) บริษัท เอไอเอ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ต่อเว็บไซต์นี้
บริษัท เอไอเอ จึงไม่ต้องรับรอง และไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นทั้งทางแพ่งและทางอาญาจากการใช้เว็บไซต์นี้ เว็บไซต์นี้มิให้ถือเป็นคำเสนอหรือการชักชวนให้ซื้อผลิตภัณท์เกี่ยวกับการ ประกันภัยในประเทศใด ๆ ต่อบุคคลใด ๆ ที่ไม่มีสิทธิตามกฎหมายในการกระทำดังกล่าวในประเทศนั้น ๆ หากเกิดความเสียหายใด ๆ ต่อบุคคลใด ๆ อันเนื่องจากเว็บไซต์นี้
Copyright © 2012 All Rights Reserved. by Konpakanpai     Tel. 094-5426619    Email : konpakanpai@gmail.com