header คนประกันภัย
หน้าแรกสินค้าและบริการข่าวสารข้อมูลสาระความรู้ติดต่อเรา
"คนประกันภัย" เราเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และรับทำประกันภัยทุกประเภทอย่างครบวงจร นึกถึงการวางแผนทางการเงินและชีวิต นึกถึงเรา"คนประกันภัย" โทร. 094-5426619 Email: konpakanpai@gmail.com Website: www.konpakanpai.com
         
การวางแผนทางการเงิน
การวางแผนทางการเงิน
การจัดการงบการเงิน
การวางแผนรายได้
การวางแผนรายจ่าย
การวางแผนการเก็บออม
การวางแผนสภาพคล่อง
การวางแผนสินเชื่อ
การวางแผนประกันภัย
การวางแผนการศึกษาบุตร
การวางแผนเกษียณอายุ
การวางแผนภาษี
การวางแผนการลงทุน
การวางแผนมรดก
 
ประกันชีวิต
ประกันชีวิตคืออะไร
ประเภทของประกัยชีวิต
ทำไมต้องทำประกันชีวิต
ประโยชน์ของการประกันชีวิต
ความคุ้มครองที่ได้รับ
ความต้องการในแต่ละช่วงอายุ
แนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต
ขั้นตอนการทำประกันชีวิต
โครงการคุ้มครองรายได้และกองทุนมรดก
กองทุนเพื่อการศึกษา
กองทุนเกษียณอายุ
ประกันชีวิตเพื่อการลดหย่อนภาษี
ประกันชีวิตเพื่อการลงทุน
 
ประกันชีวิต
ประกันสุขภาพคืออะไร
แนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต
ประกันคุ้มครองสุขภาพ
ประกันชดเชยค่ารักษาพยาบาล
ประกันชดเชยรายได้
ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง
ประกันคุ้มครองอุบัติเหตุ
ประกันคุ้มครอง All In One
ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรงพิเศษ
ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA)
ตัวอย่างอัตราค่าห้องโรงพยาบาล
 
ประกันชีวิต
ประกันวินาศภัยคืออะไร
ประเภทของประกันวินาศภัย
ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
ประกันภัยที่อยู่อาศัย
ประกันภัยรถยนต์
ประกันภัยเบ็ดเตล็ด
 
การเงินและการลงทุน
สินทรัพย์ทางการเงินและการลงทุน
เงินฝากธนาคาร
กองทุนรวม
กองทุนรวม LTF RMF
ตราสารหนี้
ตราสารทุน
ตราสารอนุพันธ์
สินทรัพย์ทางเลือก
 
บริการอื่นๆ
ตารางมรณะไทยพื้นฐาน ปี 2560
บริการโอนย้าย และต่อทะเบียน
รายชื่อโรงพยาบาลคู่สัญญา บรืษัทประกันชีวิตและบรืษัทประกันวินาศภัย
ดาวน์โหลด โบรชัวร์ต่างๆ
 
 
การวางแผนสินเชื่อและหนี้สิน
 
การวางแผนสินเชื่อและหนี้สิน

​​​​​​​​​​          การเป็นหนี้ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป เพราะบางครั้งเราอาจต้องใช้เงิน เพื่อซื้อสินค้าและบริการบางอย่าง ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและอนาคต แต่มูลค่าของสินค้านั้นๆอาจมีมูลค่าสูงเกินกว่าเงินที่เรามีอยู่ เช่น บ้าน รถ การลงทุนในธุรกิจ แต่ถึงอย่างไรการที่มีหนี้สิน หรือสินเชื่อที่สูงเกินไป จนไม่สามารถหารายได้มากพอที่จะใช้หนี้นั้น ก็อาจสร้างปัญหาทางการเงินให้กับเราได้

          การใช่จ่ายที่เกินตัวด้วยสินเชื่อนั้น หากไม่มีการวางแผนการใช้จ่ายที่ดีแล้ว เราอาจจะหลงไปกับการใช้จ่าย โดยคิดว่าตราบใดที่ยังสามารถชำระคืนสินเชื่อขั้นต่ำได้ ก็ยังจะไม่มีผลกระทบใดๆ กับตนเองและครอบครัว โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบในอนาคต หากเกิดเหตุการณ์ใดๆที่ไม่คาดคิดขึ้น อาจทำให้ไม่สามารถที่จะชำระคืนสินเชื่อนั้นได้ หรือทำให้ไม่มีเงินพอที่จะนำมาใช้จ่ายในภาวะที่มีความจำเป็นจริงๆการบริการหนี้

          แต่การเป็นหนี้นั้น ก็ไม่ได้มีแต่แง่มุมในด้านลบเท่านั้น หากแต่แง่บวกของหนี้ก็ยังมีเช่นกัน ถ้าเรารู้จักเป็นหนี้ให้ถูกวิธี หนี้ก็อาจจะกลายเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งให้กับเราได้ ทั้งนี้เพราะหนี้ในโลกนี้มีทั้ง “หนี้ดี” และ “หนี้เลว” ซึ่งกุญแจสำคัญในการแยกหนี้ดี และหนี้ไม่ดีออกจากกันก็คือ “วัตถุประสงค์ของการก่อหนี้” และ “ผลลัพธ์ที่เกิดจากการก่อหนี้” ของแต่ละคน

หนี้ดี : คือหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้

การบริการหนี้ดี          เป็นหนี้ที่ทำให้เรามีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น หรือดูง่ายๆก็คือ หนี้ที่เราเป็นหนี้แล้วทำให้เรามีรายได้ มากกว่ารายจ่ายที่เราต้องใช้คืนหนี้สินนั้น เช่น หนี้ที่นำไปใช้ในธุรกิจ การขยายกิจการ หรือหมุนเวียนในธุรกิจ ซึ่งสร้างรายได้ มากกว่าที่ต้องชำระคืนหนี้ หรือหนี้ที่เกิดจากการกู้ซื้อบ้าน ซึ่งทำให้เราสามารถลดรายจ่ายเกี่ยวกับค่าเช่าบ้าน และมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น ซึ่งหนี้เหล่านี้ เรียกว่าหนี้ดี คือหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้นั่นเอง แต่ต้องไม่ก่อหนี้นี้จนเกินความสามารถในการชำระคืน หรือมีผลกระทบต่อสภาพคล่องในชีวิตประจำวันของเราด้วย

หนี้เลว : คือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

หนี้เลว          หนี้ชนิดนี้ ล้วนแล้วแต่เกิดจากการกู้ยืมมาใช้จ่ายบริโภคทั้งสิ้น ซึ่งเป็นหนี้ที่เพียงแต่เพิ่มความสะดวกสบายให้กับเรา โดยไม่ก่อให้เกิดรายได้ใดๆกลับเข้ามา มีแต่รายจ่ายที่ใช้แล้วหมดไป เช่น สินเชื่อบุคคล การผ่อนสินค้า กู้ซื้อรถยนต์ หรือแม้แต่บัตรเครดิตที่ผู้ใช้ ยังต้องชำระขั้นต่ำ ซึ่งหนี้ประเภทนี้ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมที่ขาดวินัยทางการเงิน

แหล่งที่มาของสินเชื่อต่างๆ

          ในปัจจุบันนี้ เราสามารถซื้อของได้แทบทุกอย่างที่ต้องการ ด้วยบัตรเครดิต หรือสินเชื่อต่างๆ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่กำลังเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก สินเชื่อต่างๆเหล่านี้ นอกจากจะทำให้เราสามารถซื้อของที่ต้องการได้ โดยไม่ต้องนำเงินทั้งหมดมาซื้อในงวดเดียวแล้ว ยังสามารถช่วยเราในภาวะที่ฉุกเฉินได้อีกด้วย  แต่ถ้าหากบริหารจัดการหนี้สินเหล่านั้นไม่ดีแล้ว หนี้สินเหล่านั้นอาจจะนำมาซื้อความเดือดร้อนให้ตับตนเองและครอบครัวได้ ซึ่งสินเชื่อที่มีอยู่ในปัจจุบันมีที่มาจากแหล่งต่างๆ เช่น

บัตรเครดิต

         เป็นนวัตกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค โดยเป็นบัตรใช้แทนเงินสด เพื่อการจับจ่ายใช้สอยต่างๆ โดยสถาบันผู้ออกบัตรจะให้วงเงินในการใช้จ่ายผ่านบัตรไว้จำนวนหนึ่ง เมื่อครบรอบบัญชีเราจึงค่อยนำเงินตามจำนวนที่เราได้ใช้จ่ายไป คืนแก่สถาบันการเงินนั้น

ข้อดีของบัตรเครดิต

  • เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย โดยเราสามารถที่จะใช้บัตรเครดิตนี้ในการซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ โดยไม่ต้องใช้เงินสด หนี้บัตรเครดิตจึงจะช่วยลดความเสี่ยงลดการถูกขโมยหรือสูญหายได้

  • ระยะเวลาในการปลอดดอกเบี้ย จากการซื้อสินค้าหรือบริการโดยบัตรเครดิต (ยกเว้นการกดเงินสด) ประมาณ 45-60 วัน โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

  • สิทธิพิเศษต่างๆ รวมถึงส่วนลดจากร้านค้าหรือผู้ประกอบการ รวมทั้งจากสถาบันผู้ออกบัตรนั้นๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย และการการใช้บัตรเครดิตยั้นๆ

  • มีอำนาจในการใช้สอยเพิ่มขึ้น จากวงเงินในบัตรเครดิต ซึ่งทำให้สามารถซื้อสินค้าหรือบริการที่ต้องการได้ แม้มีเงินสดไม่เพียงพอก็ตาม

  • มีวงเงินฉุกเฉิน ในกรณีที่มีความจำเป็นจะต้องใช้เงินเร่งด่วน วงเงินในบัตรเครดิต สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนโดยไม่ต้องไปหาหยิบยืมจากใคร

ข้อเสียของบัตรเครดิต

  • ทำให้ขาดความระมัดระวังและความรอบคอบในการใช้จ่าย จากการที่บัตรเครดิตถูกสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกในการใช้จ่าย จึงทำให้การจับจ่ายใช้สอยของเราแต่ละครั้งนั้นขาดความระมัดระวัง จนบางครั้งอาจจะเป็นการก่อหนี้ขึ้นโดยไม่รู้ตัว

  • เสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูง เนื่องจากบัตรเครดิตนั้นเป็นสินเชื่อที่ไม่มีประกัน ดังนั้นผู้ออกบัตรจึงต้องคิดดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง เพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นจึงเหมาะกับผู้ที่ใช้บัตรเครดิตแล้วจ่ายคืนเต็มจำนวนทุกรอบบิล

  • เสียค่าธรรมเนียมในการเบิกเงินล่วงหน้า นอกจากบัตรเครดิตจะเป็นบัตรที่ให้ความสะดวกในการซื้อสินค้าหรือบริการแล้ว บัตรเครดิตยังสามารถเบิกเบ็นเงินสดออกมาใช้ได้ด้วย แต่การเบิกเงินสดออกมาใช้นี้ จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น และยังต้องเสียดอกเบี้ย นับตั้งแต่วันที่เบิกออกมาใช้อีกด้วย

สินเชื่อส่วนบุคคล

สินเชื่อส่วนบุคคล          เป็นสินเชื่อที่ให้เงินกู้ยืมเป็นก้อนสำหรับบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้มั่นคงและสม่ำเสมอ เช่น พนักงานประจำ โดยเมื่อสินเชื่อได้รับการอนุมัติแล้ว จะมีการโอนเงินจำนวนหนึ่ง ประมาณ 5 เท่าของรายได้ ให้กับผู้ขอสินเชื่อเพื่อนำไปใช้จ่ายตามต้องการ หรือตามวัตถุประสงค์ของสินเชื่อ ซึ่งสินเชื่อประเภทนี้ มีทั้งแบบที่ต้องใช้หลักทรัพย์เป็นประกัน บุคคลค้ำประกัน และไม่ต้องใช้หลักทรัพย์เป็นประกัน โดยเราสามารถแบ่งสินเชื่อประเภทนี้ตามวัตถุประสงค์ของสินเชื่อ เช่น

  • สินเชื่ออเนกประสงค์ เป็นสินเชื่อทั่วไปที่ไม่ได้บังคับว่าจะต้องนำเงินไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไรเป็นพิเศษ
  • สินเชื่อเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะทาง เป็นสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้ใช้สินเชื่อนี้เป็นการเฉพาะ เช่น สินเชื่อบุคคลเพื่อการศึกษา
  • สินเชื่อรีไฟแนนซ์หรือสินเชื่อเพื่อการโอนหนี้ เป็นสินเชื่อที่ให้ผู้ขอสินเชื่อนำสินเชื่อนี้ไปชำระหนี้เดิมที่มีอยู่กับสถาบันการเงินอื่น
 
สินเชื่อบ้าน

          โดยทั่วไปแล้ว สินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยนั้น เป็นการกู้โดยมีที่อยู่อาศัยนั้นเป็นหลักประกันให้แก่ผู้ให้กู้สินเชื่อ ดังนั้นสินเชื่อบ้านจึงมักจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำ และระยะเวลาในการผ่อนชำระที่ยาวนานกว่า เมื่อเทียบกับบริการสินเชื่ออื่นๆ ทั้งนี้ สามารถแบ่งประเภทสินเชื่อบ้าน ออกตามลักษณะและวัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อ ได้ดังนี้

  • สินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์และอาคารชุด
  • สินเชื่อเพื่อปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง
  • สินเชื่อเพื่อปรับปรุง ต่อเติม ซ่อมแซม ที่อยู่อาศัย
  • สินเชื่อเพื่อไถ่ถอนหนี้ ที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินอื่น (Refinance)

          ซึ่งโดยปกติแล้วธนาคารหรือผู้ให้กู้ จะมีรูปแบบการคิดดอกเบี้ยที่ให้เลือกผ่อนชำระในหลายๆรูปแบบด้วยกัน เช่น

  • อัตราดอกเบี้ยคงที่ เป็นอัตราดอกเบี้ยที่จะคงที่ในช่วงระยะเวลาตามที่ตกลงกัน สินเชื่อชนิดที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่นี้ จะช่วยให้ยอดการชำระคืนเงินกู้ไม่ต้องเพิ่มขึ้น หากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น แต่ถ้าหากดอกเบี้ยลดลง ก็จะเสียผลประโยชน์ เพราะยอดการชำระคืนเงินกู้จะไม่ลดลงตามอัตราดอกเบี้ยไปด้วย

  • อัตราดอกเบี้ยลอยตัว เป็นอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดให้สามารถปรับเปลี่ยนขึ้น-ลง ได้ตามกลไกลตลาด ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพคล่องในระบบการเงิน หรือตามต้นทุนการเงินของธนาคาร บางปีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวอาจมีการปรับเปลี่ยนถึง 4-5 ครั้ง แต่บางปีก็แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย ซึ่งจะส่งผลต่อจำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยในแต่ละงวดการผ่อนชำระ
    ในการคำนวณเงินค่างวดรายเดือนนั้น ธนาคารส่วนใหญ่จะคิดอัตราดอกเบี้ยตามมาตรฐาน แล้ว บวกด้วย 1-3% ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้กู้ หากต่อมาดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในภายหลัง กล่าวคือธนาคารจะไม่ต้องขอเพิ่มค่างวดในระหว่างสัญญา หรือหากดอกเบี้ยไม่เพิ่มหรือลดลง เงินงวดที่ผู้กู้จ่ายเกินไว้ ก็จะไปตัดเงินต้นมากขึ้น และทำให้หนี้เงินกู้หมดเร็วขึ้นกว่าที่ระบุในสัญญากู้ เช่น กู้ 30 ปี อาจจะเหลือ 27-28 ปี เป็นต้น

  • ดอกเบี้ยแบบผสม เป็นการคิดดอกเบี้ยที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำในช่วงแรก เพื่อดึงดูดลูกค้า อัตราดอกเบี้ยสามารถเป็นได้ทั้งแบบอัตราคงที่หรือแบบมีคงระดับเพดาน แต่อัตราดอกเบี้ยต่ำจะสามารถใช้ได้เพียงช่วงแรก ก่อนที่จะต้องเปลี่ยนไปเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งอาจจะสูงหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่เดิมก็ได้

สินเชื่อรถยนต์

          เป็นสินเชื่อของสถาบันการเงินอย่างหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์ในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้ นำไปใช้ในการเช่าซื้อรถยนต์จใหม่ หรือรถยนต์มือสอง หรือเจ้าของรถยนต์ที่มีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของรถยนต์เอง แต่ขาดเงินสดหมุนเวียนก็สามารถนำรถยนต์มาขอสินเชื่อรถยนต์กับสถาบันการเงินได้ โดยมีสมุดเล่มทะเบียนรถยนต์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยที่รถยนต์ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ

          แต่อย่างไรก็ดี การที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์สักคันนั้น นอกจากการเลือกยี่ห้อรถมาก่อนแล้ว การคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะตามมาหลังจากการซื้อรถเป็นสิ่งสำคัญด้วยเช่นกัน โดยควรมีการประมาณถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้สามารถวางแผนใช้จ่ายเงินได้อย่างเหมาะสม ค่าใช้จ่ายหลักๆ ที่ต้องคำนึงถึง เช่น

  • ค่างวดผ่อนชำระ สำหรับผู้ที่ซื้อรถแบบผ่อนชำระ ค่าผ่อนชำระหรือค่างวดรถเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจำนวนเงินค่าผ่อนชำระต่องวดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ จำนวนเงินดาวน์ จำนวนปีที่ผ่อน และอัตราดอกเบี้ย หากดาวน์ให้สูง หรือจำนวนปีในการผ่อนที่สั้น มักจะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงไปด้วย และเนื่องจากการคิดดอกเบี้ยเพื่อผ่อนรถเป็นแบบคงที่ (Flat Rate) หากเลือกผ่อนระยะเวลานาน แม้ว่าจะจ่ายค่างวดน้อย  แต่ดอกเบี้ยที่เสียจะสูงขึ้นตามจำนวนปีที่เพิ่มขึ้น

  • ค่าน้ำมัน เป็นค่าใช้จ่ายหลักที่เจ้าของรถทุกคนจะต้องเจอ อาจสูงถึงหลักพันหรือหลักหมื่นต่อเดือน บางคนอาจมีค่าทางด่วนเพิ่มเข้ามาด้วย เรียกว่า ค่าเดินทางอาจสูงพอ ๆ กับค่าผ่อนรถเลยทีเดียว ทำให้หลายคนนำรถไปติดแก๊สซึ่งราคาถูกกว่าน้ำมัน แต่จะคุ้มค่าหรือไม่ จะต้องเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการใช้แก๊สแทนน้ำมัน กับค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแก๊ส

  • ค่าบำรุงรักษา รถยนต์ย่อมมีการสึกหรอ จึงต้องมีการบำรุงรักษา โดยเฉลี่ยทุก 6-12 เดือน หรือ 10,000 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายก็แตกต่างกันไป ขึ้นกับ ยี่ห้อรถ รุ่นรถ การใช้งาน และความสามารถในการถนอมรถของแต่ละคน แม้จะเป็นรถยนต์ธรรมดาๆ ค่าดูแลรักษาที่เหมาะสมมักจะอยู่ที่ ปีละ 5,000-10,000 บาท แต่ถ้าเป็นรถยนต์ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น หรือรถยนต์ที่เริ่มเก่า ค่าบำรุงรักษาอาจสูงถึงหลายหมื่นบาทต่อปี ดังนั้นจึงต้องกันในเรื่องค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สำรองไว้ด้วย

  • ค่ายางรถยนต์ ยางรถยนต์ ถือเป็นอีกชิ้นส่วนที่สำคัญมากๆ เพราะเป็นส่วนที่สัมผัสกับถนน ยางที่หมดสภาพแล้ว อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงต้องเปลี่ยนยางตามระยะทาง และเวลาที่เหมาะสม โดยทั่วไปคือทุกๆ 2 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพการใช้งานด้วย โดยราคายางรถยนต์ มีตั้งแต่ ชุดละไม่เกิน 10,000 บาท จนถึง หลายหมื่นบาท ขึ้นกับรุ่น ยี่ห้อ ขนาดของยาง

  • ค่าเบี้ยประกันภัย เนื่องจากรถยนต์มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท และช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ การทำประกันภัยรถยนต์ ทั้งประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจ จึงเป็นสิ่งจำเป็น ที่จะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไว้ด้วย

  • ค่าใช้จ่ายในการต่อทะเบียน ผู้ใช้รถจำเป็นต้องเสียภาษีรถยนต์ทุกปี  เพื่อต่ออายุป้ายทะเบียนรถ นอกจากนี้ หากรถยนต์มีอายุครบ 7 ปี ยังจะต้องนำรถยนต์ไปเข้ารับการตรวจสภาพ จึงจะสามารถเสียภาษีรถยนต์ได้ ทั้งนี้อัตราภาษีจะแตกต่างกันไปตามประเภทของรถ ขนาดของเครื่องยนต์ และอายุของรถ

  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายที่ว่ามาทั้งหมดแล้ว อาจมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ที่อาจตามมาโดยไม่ได้คาดหมาย เช่น ค่าปรับจากการขับรถผิดกฎจราจร ค่าใช้จ่ายในการแต่งรถ ค่าอุปกรณ์ติดรถต่างๆ

ข้อคิดในการซื้อรถยนต์
สินค้าเงินผ่อน

          การซื้อสินค้าเงินผ่อน ส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ซึ่งการซื้อสินค้าเงินผ่อนนั้น เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเงินก้อน แต่มีรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ และมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สินค้าเหล่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรคำนึงถึง ในการเลือกผ่อนสินค้าก็คือ

  • สินค้าที่จะผ่อน จะต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีการรับประกัน เนื่องจากหากเราซื้อไปแล้วยังผ่อนไม่หมด แต่เกิดปัญหาขึ้นกับตัวสินค้าเสียก่อน แล้ว ไม่มีผู้รับผิดชอบ เราอาจจะต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นจากการที่ต้องซื้อชิ้นใหม่อีกด้วย

  • เงื่อนไขของสัญญา ซึ่งเราจะต้องพิจารณาให้ดี ทั้งในเรื่องค่างวดที่ต้องผ่อนชำระ จำนวนงวด ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นหากผิดนัดชำระค่างวด การบอกเลิกสัญญาต่างๆ

  • อัตราดอกเบี้ย ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนงวดที่จะผ่อนด้วย หากระยะเวลาในการผ่อนนาน ดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นในการผ่อนแต่ละงวดควรเลือกระยะเวลาที่สั้นที่สุด เท่าที่เราจะสามารถจ่ายค่างวดได้

เป็นหนี้แค่ไหนถึงไม่เดือดร้อน

          ลองมาดูกันว่าในแต่ละเดือน เราควรชำระหนี้ประมาณเท่าไหร่จะได้ไม่เป็นภาระมากจนเกินไป

  • หนี้บัตรเครดิต พยายามควบคุมการรูดบัตรและการชำระหนี้อื่นๆ อย่างสินเชื่อส่วนบุคคลหรือผ่อนสินค้าไม่ให้เกิน 10% - 20% ของรายได้

  • หนี้ผ่อนบ้าน ค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านที่เหมาะสม ไม่ควรเกิน 30% ของรายได้ แต่ถ้าคุณไม่มีภาระหนี้สินอื่นๆ ก็สามารถเพิ่มเป็น 50% ได้ เพราะยิ่งคุณผ่อนมากเท่าไหร่ หนี้ก็ยิ่งหมดเร็วเท่านั้น

  • หนี้ผ่อนรถ จำนวนเงินที่ใช้ผ่อนรถในแต่ละเดือน ควรอยู่ราวๆ 20% ของรายได้ หากมากกว่านี้อาจหนักเกินไป

  • หนี้สินรวม ไม่ว่าคุณจะกู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อรถ เป็นหนี้บัตรเครดิต หรือหนี้อื่นๆ ไม่ควรให้เงินที่ต้องจ่ายหนี้ทั้งหมดเกินกว่า 50% ของรายได้

แนวทางการลดภาระหนี้สิน

          เมื่อเห็นแล้วว่า หนี้ที่เลว จะก่อให้เกิดแต่รายจ่ายเพิ่มเข้ามา เป็นอุปสรรคในการออมของเรา เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าเราจะต้องเลือกปิดหนี้สิน ก็ต้องวางแผนปิดหนี้ที่เลวก่อนเป็นอันดับแรก มาดูกันครับ ว่าขั้นตอนหลักๆ ในการจัดการกับหนี้เลว มีอะไรบ้าง

  1. หยุดก่อหนี้เพิ่ม
               สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การหยุดก่อหนี้เพิ่ม โดยเฉพาะหนี้เลว เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างรายจ่ายเพิ่มขึ้นนั่นเอง

  2. ลดค่าใช้จ่าย
              โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพื่อที่จะได้มีเงินเหลือ พอที่จะนำไปจ่ายเพื่อชำระหนี้ได้ ซึ่งจะช่วยให้ชำระหนี้ได้หมดเร็วขึ้น (ดูรายละเอียดเรื่องการวางแผนรายจ่าย)

  3. รวบรวมหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมดแนวทางการลดหนี้
              โดยการทำลิสต์รายการหนี้ทั้งหมดที่มีและแยกแยะว่า หนี้ใดเป็นหนี้ดี หนี้ใดเป็นหนี้เลว เพื่อที่จะได้จัดลำดับว่า หนี้ใดควรจะจ่ายเป็นลำดับแรกๆ

  4. ประเมินสถานะตัวเอง
               เพื่อจะได้ทราบว่าในแต่ละเดือน หลังจากที่ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นแล้ว มีเหลือเงินเท่าไหร่ในแต่ละเดือน เพื่อที่จะนำมาชำระหนี้ได้

  5. เลือกชำระหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน
               เมื่อทราบว่าเราสามารถชำระหนี้ได้เท่าไหร่ต่อเดือน เรามีหนี้อยู่กี่รายการ แต่ละรายการดอกเบี้ยกี่เปอร์เซ็นต์ และยอดชำระแต่ละรายการเป็นเท่าไหร่ เราสามารถชำระได้ทั้งหมดหรือไม่ หากไม่สามารถชำระได้ทุกรายการ ให้เรียงลำดับรายการที่มีดอกเบี้ยสูงสุดไล่ลงมา แล้วเลือกชำระในรายการที่มีดอกเบี้ยสูงก่อน และชำระขั้นต่ำในรายการอื่นๆ

  6. ชำระรายการที่มีระยะเวลาสั้นก่อน
               หากมีรายการที่ดอกเบี้ยเท่ากัน ให้เลือกชำระรายการที่มีระยะเวลาที่สั้นกว่าก่อน เพื่อที่ว่าเมื่อชำระรายการที่สั้นจบแล้ว จะได้มีเงินเหลือไปเพิ่มในรายการที่ยังคงมีอยู่ต่อไป

  7. กู้จากแหล่งที่มีดอกเบี้ยต่ำ
               หากสามารถหาแหล่งเงินกู้ที่ทีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เรามีอยู่นั้น ก็ควรรวบรวมรายการหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่ใหม่ เพื่อไปกู้มาชำระหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า

  8. ขายสินทรัพย์บางส่วนออกไปเพื่อชำระหนี้
                หากมีทรัพย์สินที่ไม่จำเป็น หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์  ทรัพย์สินเหล่านี้สามารถที่จะนำไปขายเพื่อให้ได้เงินมาชำระหนี้ให้หมดก่อนได้

  9. อย่าผิดนัดการชำระหนี้
               เพราะการผิดนัดในการชำระหนี้นั้น นอกจากดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีรายจ่ายต่างๆที่เพิ่มขึ้นมา เช่น ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม ค่าติดตาม ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระหนี้สินเข้ามาอีกด้วย

เครดิตบูโร กับแบล็คลิสต์

          หลายคนยังเข้าใจผิดว่า การไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อ เกิดเพราะการติดแบล็คลิสต์จากเครดิตบูโรแต่ความจริงแล้ว เครดิตบูโรไม่ได้เป็นผู้จัดแบล็คลิสต์ของลูกหนี้ เครดิตบูโร หรือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ แลบ็คลิสต์มีหน้าที่เพียงแค่รวบรวมข้อมูลประวัติการ ขอสินเชื่อ ชำระสินเชื่อ และการชำระบัตรเครดิตของลูกหนี้จากสถาบันการเงินหลายๆ แห่ง เช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือผู้ให้บริการสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต ตามข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นใด หากลูกหนี้มีประวัติการชำระเงินดี จ่ายเงินตรงเวลา ก็จะสร้างความเชื่อมั่น ให้สถาบันการเงินพิจารณาอนุมัติสินเชื่อได้เร็วยิ่งขึ้น แต่จะอนุมัติหรือไม่นั้น สถาบันการเงินจะพิจารณาข้อมูลอื่นๆ ประกอบ เช่น รายได้ หลักประกัน ผู้ค้ำประกัน แต่หากลูกหนี้มีประวัติการชำระหนี้ที่ดีแล้ว เครดิตบูโรนี้ ก็จะเป็นตัวช่วยให้ได้รับความเชื่อถือจากสถาบันการเงิน และการพิจารณาสินเชื่อจะได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

          ส่วน แบล็คลิสต์หรือบัญชีดำนั้น ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ซึ่งจะมีแบล็คลิสต์ของตัวเอง เพียงแต่การที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะอนุมัติให้สินเชื่อใคร หรือจะให้วงเงินเท่าไหร่นั้น ธนาคารหรือสถาบันการเงินแแห่งนั้นจะอาศัยข้อมูลประวัติการขอสินเชื่อ การชำระคืนสินเชื่อ ที่ได้รับจาก เครดิตบูโรมาเป็นปัจจัยในการที่จะอนุมัติ
 
 
google
facebook
 
QR Code Line konpakanpai
line_addfriends_konpakanpai
 
รับสมัครตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ
รับสมัครตัวแทนประกันวินาศภัย ศรีกรุงโบรคเกอร์
ประกันรถยนต์กับศรีกรุงโบรคเกอร์
724 Insure
 
ยินดีให้คำปรึกษากรมธรรม์ประกันชีวิต
 
 
 
 
 
line
ผู้เอาประกันควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัย ผลประโยชน์ เงื่อนไข ความคุ้มครองโดยละเอียดให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
line
คนประกัน รับทำประกันภัยทุกชนิด
line
หน้าแรก  |  ผลิตภัณฑ์  |  ข่าวสารข้อมูล |  สาระความรู้ | ติดต่อเรา   
line
เว็บไซต์นี้มิใช่เว็บไซต์ของ บริษัท เอไอเอ จำกัด แต่เป็นเว็ปไซต์์ตัวแทนประกันชีวิตของเอไอเอ (ตัวแทนประกันชีวิต) บริษัท เอไอเอ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ต่อเว็บไซต์นี้
บริษัท เอไอเอ จึงไม่ต้องรับรอง และไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นทั้งทางแพ่งและทางอาญาจากการใช้เว็บไซต์นี้ เว็บไซต์นี้มิให้ถือเป็นคำเสนอหรือการชักชวนให้ซื้อผลิตภัณท์เกี่ยวกับการ ประกันภัยในประเทศใด ๆ ต่อบุคคลใด ๆ ที่ไม่มีสิทธิตามกฎหมายในการกระทำดังกล่าวในประเทศนั้น ๆ หากเกิดความเสียหายใด ๆ ต่อบุคคลใด ๆ อันเนื่องจากเว็บไซต์นี้
Copyright © 2012 All Rights Reserved. by Konpakanpai     Tel. 094-5426619    Email : konpakanpai@gmail.com