header คนประกันภัย
หน้าแรกสินค้าและบริการข่าวสารข้อมูลสาระความรู้ติดต่อเรา
"คนประกันภัย" เราเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และรับทำประกันภัยทุกประเภทอย่างครบวงจร นึกถึงการวางแผนทางการเงินและชีวิต นึกถึงเรา"คนประกันภัย" โทร. 094-5426619 Email: konpakanpai@gmail.com Website: www.konpakanpai.com
         
การวางแผนทางการเงิน
การวางแผนทางการเงิน
การจัดการงบการเงิน
การวางแผนรายได้
การวางแผนรายจ่าย
การวางแผนการเก็บออม
การวางแผนสภาพคล่อง
การวางแผนสินเชื่อ
การวางแผนประกันภัย
การวางแผนการศึกษาบุตร
การวางแผนเกษียณอายุ
การวางแผนภาษี
การวางแผนการลงทุน
การวางแผนมรดก
 
ประกันชีวิต
ประกันชีวิตคืออะไร
ประเภทของประกัยชีวิต
ทำไมต้องทำประกันชีวิต
ประโยชน์ของการประกันชีวิต
ความคุ้มครองที่ได้รับ
ความต้องการในแต่ละช่วงอายุ
แนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต
ขั้นตอนการทำประกันชีวิต
โครงการคุ้มครองรายได้และกองทุนมรดก
กองทุนเพื่อการศึกษา
กองทุนเกษียณอายุ
ประกันชีวิตเพื่อการลดหย่อนภาษี
ประกันชีวิตเพื่อการลงทุน
 
ประกันชีวิต
ประกันสุขภาพคืออะไร
แนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต
ประกันคุ้มครองสุขภาพ
ประกันชดเชยค่ารักษาพยาบาล
ประกันชดเชยรายได้
ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง
ประกันคุ้มครองอุบัติเหตุ
ประกันคุ้มครอง All In One
ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรงพิเศษ
ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA)
ตัวอย่างอัตราค่าห้องโรงพยาบาล
 
ประกันชีวิต
ประกันวินาศภัยคืออะไร
ประเภทของประกันวินาศภัย
ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
ประกันภัยที่อยู่อาศัย
ประกันภัยรถยนต์
ประกันภัยเบ็ดเตล็ด
 
การเงินและการลงทุน
สินทรัพย์ทางการเงินและการลงทุน
เงินฝากธนาคาร
กองทุนรวม
กองทุนรวม LTF RMF
ตราสารหนี้
ตราสารทุน
ตราสารอนุพันธ์
สินทรัพย์ทางเลือก
 
บริการอื่นๆ
ตารางมรณะไทยพื้นฐาน ปี 2560
บริการโอนย้าย และต่อทะเบียน
รายชื่อโรงพยาบาลคู่สัญญา บรืษัทประกันชีวิตและบรืษัทประกันวินาศภัย
ดาวน์โหลด โบรชัวร์ต่างๆ
 
 
การวางแผนมรดก
 
การวางแผนมรดก

          การวางแผนมรดก คือการวางแผนที่จะส่งต่อซึ่งทรัพย์สิน ไปยังทายาทหรือผู้ที่เจ้าของมรดกต้องการยกให้ ได้อย่างถูกต้องดังที่ตั้งใจและมีประสิทธิภาพสูงที่สุด

 มรดกคืออะไร

          มรดก คือ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน บ้าน เงินฝาก และนอกจากทรัพย์สินแล้วยังรวมถึงบรรดาสิทธิหน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในวันที่ตายหรือที่จะมีขึ้นในวันข้างหน้า ภายหลังจากที่ตายแล้วด้วยเช่นสัญญาเช่าบ้านมีกำหนดสิบปี เช่าไปได้ 2 ปีแล้วเกิดตายลง สิทธิที่จะเช่าบ้านนั้นต่อไปอีก 8 ปี ก็จะตกเป็นกองมรดก ในขณะเดียวกันหน้าที่หรือความรับผิดในการชำระค่าเช่าที่ค้างอยู่ก็ดี หรือที่จะชำระต่อไปในวันหน้าก็ดี ล้วนตกเป็นกองมรดกด้วยกันทั้งสิ้น อันได้แก่

  1. ทรัพย์สินต่างๆ ของคนตาย ถือว่าเป็นทรัพย์มรดกอันดับแรก ที่จะตกไปยังทายาทของคนตาย ทรัพย์มรดกนี้ คือสิ่งของที่มีค่าทุกอย่างที่สามารถตีราคาออกเป็นตัวเงินได้ และรวมไปถึงสิ่งของต่างๆ ที่มีค่าทางจิตใจ แต่ไม่สามารถตีราคาออกเป็นตัวเงินได้ด้วยนะครับ เช่น ที่ดิน บ้าน รถยนต์ สร้อย แหวน เงิน ทอง ปืน อันนี้ชัดเจน ส่วนที่ไม่มีราคาก็เช่น รูปภาพของปู่ย่าตาทวดเก่าๆ สมุดบันทึกเก่า เสื้อผ้าเก่า ซึ่งอาจจะไม่มีราคาสำหรับคนอื่น แต่ว่ามีคุณค่าทางจิตใจสำหรับญาติพี่น้อง หรือคนที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

  2. สิทธิและหน้าที่ ของคนตาย ก็เป็นมรดกที่จะตกทอดไปยังลูกๆ หรือทายาทของคนตายด้วยเช่นกัน เช่น สิทธิและหน้าที่ในการเช่า สิทธิตามสัญญาภาระจำยอม สิทธิในการครอบครองที่ดินต่างๆ ส่วนหน้าที่ ก็เช่น หน้าที่ในการไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้กับคนซื้อ หรือหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขาย หน้าที่ในการชำระหนี้ตามสัญญากู้ หน้าที่ในการชำระเงินค่าซื้อสินค้า หรือหน้าที่ชำระหนี้สินต่างๆ เป็นต้น

  3. ความรับผิด ก็ถือเป็นมรดกอีกเช่นกัน ความรับผิดที่ว่านี้ก็อย่างเช่น ความรับผิดในเหตุการณ์ละเมิดขับรถไปชนคนอื่น ความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ เป็นต้น

         ยกเว้น สิทธิ หน้าที่ หรือความรับผิด ที่ตามกฎหมายหรือโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตาย เช่น การรับจ้างที่ผู้ตายต้องทำด้วยตนเองเท่านั้น ย่อมไม่ตกทอดไปถึงทายาท แต่หากว่าได้รับค่าตอบแทนมาก่อนแล้ว ค่าตอบแทนที่ได้รับมาก่อนนั้น จะกลายเป็นหนี้ที่ทายาทจะต้องชดใช้คืนให้แก่ผู้จ้าง

          ทรัพย์สินของผู้ตายนั้น ต้องเป็นทรัพย์สินของผู้ตายจริง ๆ ไม่ใช่ทรัพย์สินทั้งหมดที่สามีภริยามีอยู่ร่วมกัน เมื่อบุคคลใดตายทรัพย์สินที่มีอยู่ระหว่างสามีภริยาจะต้องแยกออกจากกันเสียก่อน ส่วนของใครก็เป็นของของคนนั้น จะทำพินัยกรรมยกให้ใครก็ได้แต่จะต้องยกเฉพาะส่วนที่เป็นของตนเท่านั้น ถ้าไม่มีพินัยกรรม และทรัพย์สินจะตกได้แก่ทายาทโดยธรรม ทรัพย์สินที่จะตกไปย่อมจำกัดอยู่แต่เฉพาะส่วนที่เป็นของผู้ตาย ไม่รวมถึงส่วนที่เป็นของคู่สมรสด้วย

 ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับมรดก

          สำหรับผู้ที่จะได้รับมรดกนี้  มิได้กำหนดไว้ว่ามีใครบ้าง ก็ต้องมองดูจากเจ้ามรดกไปเริ่มจากญาติใกล้ตัวเจ้ามรดกไปจนถึงห่างออกไป และก็รวมถึงคู่สมรสของเจ้ามรดกด้วย  หรือเจ้ามรดกจะทำเป็นหนังสือกำหนดว่าเมื่อตายลงแล้ว ให้มรดกของตนตกได้แก่ใครก็ได้ ฉะนั้นจึงแบ่งทายาทออกเป็น ประเภทใหญ่ คือ

  1. ทายาทโดยพินัยกรรมธรรม

               คือเป็นเรื่องของผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ ซึ่งอาจเป็นคนอื่นก็ได้คือจะทำยกให้ใครแม้ไม่ใช่ญาติของตนก็ได้

              ถ้าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้ใคร ผู้รับพินัยกรรมย่อมได้รับมรดกตามนั้น และถ้าทำพินัยกรรมยกมรดกให้ใครหมดแล้ว ทายาทโดยธรรมก็จะไม่ได้รับมรดกเลย กล่าวโดยสรุปก็คือ ทายาทโดยธรรมจะได้รับมรดกก็ต่อเมื่อไม่มีพินัยกรรมระบุไว้เป็นอย่างอื่น หรือถึงมีพินัยกรรมกำหนดไว้แล้วแต่ยังมีทรัพย์สินหลงเหลืออยู่ ทรัพย์สินที่หลงเหลืออยู่จึงจะตกไปถึงทายาทโดยธรรม

              แต่ทายาทโดยธรรมอาจเป็นผู้รับมรดกในฐานะผู้รับพินัยกรรมด้วยก็ได้ เช่น พ่อทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ลูก ๆ จนหมด ในกรณีนั้นลูก ๆ จะได้รับมรดกในฐานะเป็นผู้รับพินัยกรรม ส่วนในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม ถ้าบังเอิญมีทรัพย์สินเหลืออยู่ ทรัพย์สินเหล่านั้นก็จะตกได้แก่ลูก ๆ ในฐานะทายาทโดยธรรมด้วย

  2. ทายาทโดยธรรม

          คือ ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย หมายความว่าพวกนี้กฎหมายกำหนดเลยว่าได้แก่ใครบ้าง เช่น บุตรของผู้ตาย  บิดามารดาของผู้ตาย  คู่สมรสของผู้ตาย พวกนี้พอเจ้ามรดกตายปุ๊บก็ได้ปั๊บทันทีดังที่กล่าว ซึ่งประกอบด้วยทายาทที่เป็นญาติ เช่น ผูู้้สืบสันดานอันได้แก่บุตรของผู้ตายเป็นต้น และทายาทที่เป็นคู่สมรสคือภริยาหรือสามีของผู้ตาย

ลำดับทายาทโดยธรรม

ทายาทโดยธรรมนั้น กฎหมายแบ่งออกเป็น 6 ลำดับ มีสิทธิรับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้

    1. ผู้สืบสันดาน อันได้แก่ ลูก หลาน เหลน ลื้อ และต่อๆ ไปจนสุดสาย
    2. บิดามารดา
    3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
    4. พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
    5. ปู่ ย่า ตา ยาย
    6. ลุง ป้า น้า อา

          ใครก็ตามที่เป็นทายาทและบวชเป็นพระภิกษุ จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ จะต้องสึกออกมาจากสมณเพศเสียก่อนจึงจะเรียกร้องเอาได้ เว้นแต่จะมีผู้ทำพินัยกรรมยกให้แก่ท่าน ท่านอาจเรียกร้องเอาได้แม้ว่าจะยังอยู่ในสมณเพศ

          เมื่อคู่สมรสคนหนึ่งตายไป การสมรสย่อมสิ้นสุดลง ทรัพย์สินที่ทั้งสองมีอยู่ด้วยกันย่อมแยกออกจากกันโดยผลของกฎหมาย แม้ว่าในความเป็นจริงทรัพย์สินทั้งหมดจะยังอยู่รวม ๆ กัน บางชิ้นก็เป็นชื่อของคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทรัพย์สินนั้นจะเป็นของคนนั้นแต่เพียงผู้เดียว

          การที่คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องได้รับทรัพย์สินส่วนของตนแยกมาก่อน ในส่วนของสินสมรส ส่วนที่เหลือที่เป็นส่่วนของผู้ตายนั้น จึงมีฐานะเป็นมรดก ที่จะนำไปแบ่งตามสัดส่วน

สิทธิการรับมรดกในระหว่างทายาทโดยธรรม

  1. ถ้ามีทายาทลำดับ 1 คือผู้สืบสันดาน

    • ทายาทในลำดับอื่น ๆ หมดสิทธิที่จะได้รับมรดกโดยสิ้นเชิง ยกเว้นทายาทลำดับ 2 และคู่สมรส ซึ่งต่างจะมีสิทธิรับมรดกเสมือนหนึ่งเป็นผู้สืบสันดานคนหนึ่ง
    • คนที่เป็นลูกของเจ้ามรดกเท่านั้นจึงจะมีสิทธิได้รับมรดก ส่วนบรรดาหลาน เหลน หรือลื้อ จะไม่มีสิทธิได้รับมรดกโดยตรง แต่ถ้าลูกคนใดตายไปก่อนเจ้ามรดก และลูกคนนั้นมีลูก หรือมีหลาน ลูกหรือหลานเหล่านั้นก็จะรับมรดกแทนที่พ่อหรือแม่ของตน และเป็นเช่นนี้ไปตลอดจนกว่าแต่ละสายจะสิ้นสุดลง
  2. ถ้าผู้ตายไม่มีผู้สืบสันดานและผู้สืบสันดานไม่มีผู้รับมรดกแทนที่ แต่มีบิดามารดา

    • มรดกย่อมตกไปยังคู่สมรสกึ่งหนึ่งและตกเป็นของบิดามารดาอีกกึ่งหนึ่ง โดยทายาทลำดับถัด ๆ ไปจะไม่มีสิทธิได้รับมรดกเลย
    • ่ถ้าบิดามารดาตายไปก่อน จะมีการรับมรดกแทนที่บิดามารดาไม่ได้ มรดกย่อมตกไปสู่ทายาทลำดับ 3 ต่อไป
  3. สำหรับทายาทลำดับ 3 คือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

    • คู่สมรสจะได้รับมรดกไปกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งตกเป็นของ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน มีกี่คนก็แบ่งไปเท่า ๆ กัน ถ้าคนหนึ่งคนใดตายไปก่อนเจ้ามรดก ถ้ามีลูกหลาน ลูกหลานก็เข้ามารับมรดกแทนที่กันต่อ ๆ ไปจนสุดสาย

  4. ถ้าไม่มีทายาทลำดับ 3 และไม่มีผู้รับมรดกแทนที่ มรดกย่อมตกไปสู่ทายาทลำดับ 4 คือ  พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน

    • การแบ่งมรดกจะแบ่งให้คู่สมรสก่อน 2 ใน 3 ส่วน ที่เหลือจึงจะตกได้แก่ทายาทลำดับ 4 ซึ่งต้องไปแบ่งกันเองคนละเท่า ๆ กัน และก็เช่นเดียวกับทายาทลำดับ 3 คือ ถ้าใครตายไปก่อน มรดกของคนนั้นก็จะถูกทายาทของตนรับมรดกแทนที่ต่อ ๆ ไปจนสุดสาย

  5. ถ้าไม่มีทายาทลำดับ 4 และไม่มีผู้รับมรดกแทนที่ มรดกจะตกไปสู่ทายาทลำดับ 5 คือ ปู่ย่าตายาย

    • ซึ่งคู่สมรสของผู้ตายจะได้รับมรดกก่อน 2 ใน 3 ส่วน ส่วนที่เหลือจึงจะนำไปแบ่งกันในระหว่างปู่ ย่า ตา ยาย ถ้าใครตายก่อนก็เป็นอันหมดสิทธิไป เพราะจะไม่มีการรับมรดกแทนที่เหมือนทายาทลำดับอื่น ๆ

  6. ถ้าไม่มีปู่ย่าตายาย มรดกจะตกไปสู่ทายาทลำดับ 6 คือ ลุง ป้า น้า อา

    • ซึ่งคู่สมรสของผู้ตายจะได้รับมรดกก่อน 2 ใน 3 ที่เหลือจึงจะนำมาแบ่งปันกันกับลุง ป้า น้า อา ถ้าใครตายไปก่อนมรดกของคนนั้นก็จะตกทอดไปสู่ทายาทของคนนั้นอันเป็นการรับมรดกแทนที่

  7. ถ้าไม่มีทายาททั้ง 6 ลำดับและไม่มีผู้รับมรดกแทนที่เหลืออยู่เลย คงเหลือแต่คู่สมรสคนเดียว มรดกทั้งหมดจะตกได้แก่คู่สมรส

  8. ถ้าไม่มีทายาท ไม่มีคู่สมรส และยังมิได้ทำพินัยกรรมไว้ด้วย มรดกนั้นย่อมตกได้แก่แผ่นดิน

 ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับมรดก

          การที่ทายาทโดยธรรมจะถูกตัดไม่ให้ได้รับมรดก อาจมีได้ 3 กรณี คือ

  1. ถูกกำจัดมิให้ได้มรดก ซึ่งเกิดขึ้นได้ในกรณีดังต่อไปนี้

    1. ทายาทคนใดยักย้าย หรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้น โดยฉ้อฉล หรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ทายาทคนนั้นจะถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเลย แต่ถ้ายักย้ายหรือปิดบังน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ก็จะถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายหรือปิดบังไว้
    2. ทายาทที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำ พยายามกระทำให้เจ้ามรดกหรือผู้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตน ถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
    3. ทายาทที่ได้ฟ้องเจ้ามรดกหาว่าทำความผิดโทษประหารชีวิต และตนเองกลับต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดฐานฟ้องเท็จหรือทำพยานเท็จ ถ้าฟ้องแล้วปรากฏว่าเจ้ามรดกมีความผิดจริง หรือถึงแม้ไม่ผิดจริงแต่มิใช่เพราะเหตุตนนำความเท็จหรือพยานเท็จมาสู่ศาล ทายาทผู้นั้นก็ยังมีสิทธิได้รับมรดกตามปกติ
    4. ทายาทที่รู้อยู่แล้วว่าเจ้ามรดกถูกฆ่าโดยเจตนา แต่มิได้นำความขึ้นร้องเรียนเพื่อที่จะเอาตัวคนทำผิดมาลงโทษ เว้นแต่ทายาทนั้นอายุยังไม่ครบ 16 ปีบริบูรณ์ หรือเป็นคนวิกลจริตไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือผู้ที่ฆ่านั้นเป็นสามีภริยา หรือผู้บุพการี หรือผู้สืบสันดานของตน
    5. ทายาทที่ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจ้ามรดกทำ หรือเพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมดที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดก หรือไม่ให้ทำการดังกล่าว
    6. ทายาทที่ปลอม ทำลาย หรือปิดบังพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมด

               ทายาทที่ถูกกำจัดมรดกดังกล่าวข้างต้นนั้น กฎหมายถือเสมือนหนึ่งว่าทายาทคนนั้นตายไปแล้ว ดังนั้นถ้าทายาทคนนั้นมีทายาทรับช่วงต่อทายาทที่รับช่วงต่อย่อมสามารถรับมรดกแทนที่ได้และในกรณีที่ถูกกำจัดตามข้อ b ถึง f ถ้าเจ้ามรดกให้อภัยไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ก็สามารถรับมรดกได้ตามปกติ

  2. การถูกตัดมิให้รับมรดก เจ้ามรดกอาจตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับมรดกก็ได้ด้วยการแสดงเจตนาไว้อย่างชัดแจ้ง ด้วยวิธี ดังต่อไปนี้

    • แสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรม
    • ทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
    • ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้คนอื่นจนหมด ทายาทโดยธรรมคนใดไม่ได้รับมรดกตามพินัยกรรม ทายาทคนนั้นย่อมถือว่าถูกตัดมิให้รับมรดก
  3. การสละมรดก ทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดก อาจไม่ประสงค์จะรับมรดกดังกล่าวก็ได้

    • โดยทำเป็นหนังสือแสดงเจตนาสละมรดกไว้ให้ชัดแจ้ง หรือจะทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความก็ได้ แต่การสละมรดกนั้นจะสละเพียงบางส่วน หรือสละโดยมีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาไม่ได้
    • การสละมรดกจะทำก่อนที่เจ้ามรดกตายไม่ได้ แต่เมื่อเจ้ามรดกตายแล้วจะสละมรดกเมื่อไรก็ได้ และเมื่อสละมรดกแล้วให้มีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
    • การสละมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัว เมื่อได้สละมรดกแล้วทรัพย์สินส่วนที่สละไปย่อมตกไปเป็นของผู้สืบสันดานของคนสละมรดก
 พินัยกรรม

          เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิตแล้ว ทรัพย์สินและหนี้สินทั้งปวงย่อมตกไปยังทายาทโดยธรรมตามลำดับดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น แต่ถ้าผู้ใดไม่ต้องการให้ทรัพย์สินของตนตกไปยังทายาทดังกล่าวก็ดี หรือไม่ต้องการให้ตกไปตามสัดส่วนที่ได้ว่ามาแล้วก็ดี ก็สามารถกำหนดให้ตกไปยังบุคคล หรือตามสัดส่วนที่ต้องการได้ ด้วยวิธีการทำพินัยกรรมไว้ก่อนที่ตนจะตาย

          ลักษณะของพินัยกรรมจะต้องเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตาย ว่าเมื่อตนตายไปแล้วจะให้จัดการทรัพย์สินของตนเองหรือในเรื่องอื่นอย่างไร และเมื่อได้สั่งการไว้แล้ว จะเปลี่ยนแปลงในภายหลังอย่างไรก็ได้ โดยถือเอาพินัยกรรมฉบับสุดท้ายเป็นหลัก

          ในขณะที่ทำพินัยกรรม ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องมีอายุครบสิบห้าปีแล้ว และมีสติรู้ตัวว่าตนกำลังทำอะไร และต้องการอย่างไร ส่วนเมื่อทำพินัยกรรมเสร็จแล้ว จะหมดสติ หรือไม่รู้ตัวก็ไม่เป็นไร

          คนที่เป็นพยานในพินัยกรรม หรือผู้เขียนพินัยกรรม จะเป็นผู้รับพินัยกรรมไม่ได้

แบบพินัยกรรม
  • แบบของพินัยกรรม มี 5 แบบ คือ

    1. พินัยกรรมแบบธรรมดา
    2. พินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับฃ
    3. พินัยกรรมทำเป็นเอกสารฝ่ายเมือง
    4. พินัยกรรมทำเป็นเอกสารลับ
    5. พินัยกรรมทำด้วยวาจา
  • วิธีทำพินัยกรรม

การทำพินัยกรรม อาจทำได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  1. พินัยกรรมแบบธรรมดา

    • ต้องทำเป็นหนังสือ โดยจะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้
    • ต้องลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำ เพื่อพิสูจน์ความสามารถของผู้ทำ
    • ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน จะลงลายมือชื่อหรือพิมพ์นิ้วมือก็ได้ แต่จะใช้ตราประทับแทนการลงชื่อหรืออื่นใดไม่ได้ และพยานที่จะลงลายมือชื่อ ในพินัยกรรมจะพิมพ์ลายนิ้วมือหรือใช้ตราประทับ หรือลงเครื่องหมายอย่างอื่นแทนการลงชื่อไม่ได้ จะต้องลงลายมือชื่ออย่างเดียว
    • การขูด ลบ ตกเติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่น ซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ในขณะ ที่ขูด ลบ ตกเติม หรือ แก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้น ได้ลงวัน เดือน ปี และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อ หรือพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานอย่างน้อยสองคนนั้น ต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้น
  2. พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ

    • ต้องทำเป็นหนังสือ
    • ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยลายมือของตนเองทั้งฉบับจะพิมพ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้เขียนหนังสือไม่ได้ ไม่สามารถจะทำพินัยกรรมแบบนี้ได้ พินัยกรรมแบบนี้จะมีพยานหรือไม่มีก็ได้
    • ต้องลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำลงเพื่อพิสูจน์ความสามารถ และการทำก่อนหลังฉบับอื่น
    • ต้องลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม จะใช้ลายพิมพ์นิ้วมือ หรือเครื่องหมายอย่างอื่นไม่ได้
    • การขูด ลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำ พินัยกรรมจะได้ทำด้วยมือตนเอง และลงลายมือชื่อกำกับไว้
                 การขูด ลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่มิได้ทำด้วยตนเอง หรือลงลายมือชื่อกำกับ ไว้เท่านั้นที่ไม่สมบูรณ์ ส่วนข้อความเดิมหรือพินัยกรรมยังคงใช้บังคับได้ตามเดิม ไม่ทำให้โมฆะทั้งฉบับ
  3. พินัยกรรมทำเป็นเอกสารฝ่ายเมือง
               เป็นการขอทำพินัยกรรมเป็นเอกสารฝ่ายเมือง ที่ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องขอที่อำเภอใดก็ได้ ให้ดำเนินการให้ตาม ความประสงค์ ดังนี้

    • แจ้งข้อความที่ประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมแก่นายอำเภอต่อหน้า พยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน
    • นายอำเภอจะจดข้อความที่แจ้งให้ทราบแล้วนั้นลงไว้ และอ่านข้อความนั้น ให้ผู้ทำ พินัยกรรมและพยานฟัง หากข้อความนั้นเป็นการถูกต้องตรงกัน กับที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งไว้แล้ว ให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ
    • การทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ไม่จำเป็นต้องทำในที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอเสมอไป ถ้าผู้ทำร้องขอจะทำนอกที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอก็ได้ เมื่อทำพินัยกรรมเสร็จแล้ว ถ้าผู้ทำพินัยกรรม ไม่มีความประสงค์จะขอรับเอาไปเก็บรักษาเองโดยทันทีแล้ว ให้เป็นหน้าที่ของนายอำเภอจัดเก็บรักษา พินัยกรรมนั้นไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอก็ได้
                 เมื่อผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตายแล้ว ผู้จัดการมรดก หรือผู้ได้รับทรัพย์มรดก โดยพินัยกรรม หรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด หรือผู้ซึ่งทำพินัยกรรมให้ จะขอรับพินัยกรรมไปไว้ โดยแสดงหลักฐานการตายของผู้ทำพินัยกรรม ต่อนายอำเภอเพื่อที่จะรับมอบพินัยกรรมนั้นไป
  4. พินัยกรรมทำแบบเอกสารลับ
               เมื่อมีผู้ประสงค์จะทำพินัยกรรมเป็นเอกสารลับ ให้ผู้นั้นแสดงความจำนงตามแบบของเจ้าพนักงาน ยื่นต่อนายอำเภอ ณ. ที่ว่าการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอแล้วปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้

    • ต้องมีข้อความเป็นพินัยกรรมและลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม
    • ผู้ทำพินัยกรรมต้องผนึกพินัยกรรม แล้วลงลายมือชื่อคาบรอยผนึก
    • ผู้ทำพินัยกรรมต้องนำพินัยกรรมที่ผนึกนั้น ไปแสดงต่อนายอำเภอและพยานอย่างน้อย 2 คนและ ให้ถ้อยคำต่อบุคคลทั้งหมดนั้นว่าเป็นพินัยกรรมของตน ถ้าพินัยกรรมนั้นผู้ทำพินัยกรรมเขียนเอง โดยตลอด ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องแจ้งนามและภูมิลำเนาของผู้เขียนให้ทราบด้วย
    • เมื่อนายอำเภอจดถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรม และวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรมมาแสดงไว้ในซองพับ และประทับตราประจำตำแหน่ง แล้วนายอำเภอผู้ทำพินัยกรรม และพยานลงลายมือชื่อบนซองนั้น
                 บุคคลผู้เป็นทั้งใบ้ และหูหนวก หรือผู้ที่พูดไม่ได้ มีความประสงค์จะทำพินัยกรรมเป็นเอกสารลับก็ได้ โดยให้ผู้นั้นเขียนด้วยตนเองบนซองพินัยกรรมต่อหน้านายอำเภอ และพยานอย่างน้อย 2 คน ว่า พินัยกรรมที่ผนึกนั้นเป็นของตน แทนการให้ถ้อยคำ
                 ถ้าผู้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารลับประสงค์ขอรับไปทันที ก็ให้นายอำเภอมอบให้ไปได้ โดยให้ผู้ทำ พินัยกรรมแบบเอกสารลับ ประสงค์ขอรับไปทันที ก็ให้นายอำเภอมอบให้ไปได้โดยให้ผู้ทำพินัยกรรม ลงลายมือชื่อรับในสมุดทะเบียน
  5. พินัยกรรมทำด้วยวาจา
               เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งบุคคลใดไม่สามารถจะทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่กฎหมายกำหนด ไว้ได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม ซึ่งในพฤติการณ์เช่นนี้ ผู้ทำพินัยกรรมไม่อาจหาเครื่องมือเครื่องเขียนได้ทันท่วงที หรือกว่าจะหาได้ก็ถึงตายเสียก่อน ผู้ทำ พินัยกรรมสามารถทำพินัยกรรมด้วยวาจาได้ ดังนี้

    • ผู้ทำพินัยกรรมแสดงเจตนากำหนดข้อพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน ซึ่งอยู่พร้อมกัน ณ ที่นั้น
    • พยานทั้งหมดต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอโดยมิชักช้า และแจ้งให้นายอำเภอทราบถึง ข้อความเหล่านี้
      • ข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งไว้ด้วยวาจา
      • วัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำพินัยกรรม
      • พฤติการณ์พิเศษที่ขัดขวางมิให้สามารถทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่กฎหมายกำหนดไว้นั้นด้วย
    • นายอำเภอจะเป็นผู้จดข้อความที่พยานแจ้งไว้ และพยานทั้งหมดนั้นต้องลงลายมือชื่อ ถ้าลงลายมือชื่อไม่ได้ จะลงลายพิมพ์นิ้วมือ โดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรอง 2 คนก็ได้ และความสมบูรณ์แห่งพินัยกรรมนี้ ย่อมสิ้นไป เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่เวลาผู้ทำพินัยกรรมกลับมาสู่ฐานะที่จะทำพินัยกรรมตาม แบบอื่นที่กฎหมายกำหนดไว้
 เหตุผลที่ต้องมีการวางแผนมรดก

          การวางแผนมรดก เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าของมรดกจะต้องคำนึงถึง ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

  1. เป็นการจัดสรรและส่งมอบทรัพย์สิน ให้กับทายาทตามเจตนารมณ์ของเจ้าของทรัพย์สินอย่างแท้จริง
  2. เป็นการปกป้องทรัพย์สินของครอบครัว ไม่ให้ถูกบังคับชำระหนี้ เช่น แยกทรัพย์สินของครอบครัวออกจากบริษัท ถ้าหากบริษัทดำเนินธุรกิจผิดพลาด เจ้าหนี้จะไม่มีสิทธิ์เข้ามายึดทรัพย์สินส่วนตัวของครอบครัว เป็นต้น
  3. ช่วยให้เจ้าของธุรกิจ ส่งต่อธุรกิจให้ทายาทรุ่นต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  4. เป็นการวางแผนด้านภาษี โดยเฉพาะภาษีมรดกและการให้ เพื่อทำให้การส่งมอบทรัพย์มรดกนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
 ภาษีกับการวางแผนมรดก

ภาษีมรดก

          ภาษีการรับมรดกนั้น เก็ยจากทายาทผู้ที่ได้รับทรัพย์สินจากเจ้ามรดกภายหลังที่เจ้ามรดกได้เสียชีวิตแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางยาทโดยธรรม หรือทายาทโดยพินัยกรรมก็ตาม

  1. ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีการรับมรดก ได้แก่ทรัพย์สินดังต่อไปนี้

    • อสังหาริมทรัพย์ โดยตีมูลค่าตามราคาประเมินกรมธนารักษ์หักด้วยภาระที่ถูกรอนสิทธิ์
    • หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วย หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตามราคาปิด ณ.วันที่ได้มรดก กรณีบริษัทนอกตลาด ใช้ราคาตามมูลค่าทางบัญชี
    • เงินฝากหรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายกัน
    • ยานพาหนะ ที่มีหลักฐานทางทะเบียน
    • ทรัพย์สินทางการเงินอื่นที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา
  2. ผู้ที่ยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก คือ ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในข้อบังคับของกฎหมาย ได้แก่

    • คู่สมรสของเจ้าของมรดก
    • บุคคลผู้ที่เจ้าของมรดกแสดงเจตนาหรือเห็นได้ว่ามีความประสงค์จะให้ใช้มรดกนั้น เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือ กิจการสาธารณประโยชน์
    • หน่วยงานของรัฐและนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์
    • บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศ ตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติ หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ
  3. ผู้ที่ต้องเสียภาษีมรดก คือ ผู้รับมรดก ไม่ว่าจะเป็น

    • บุคคลธรรมดา
      • มีสัญชาติไทย หรือ
      • ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
      • ทรัพย์สินมรดกทั้งที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและนอกประเทศไทย
    • นิติบุคคล
      • จดทะเบียนในประเทศไทย หรือ
      • จัดตั้งโดยกฎหมายไทย หรือ
      • มีผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นเกินร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนที่ชาระแล้วในขณะมีสิทธิได้รับมรดก หรือ
      • มีผู้มีสัญชาติไทยเป็นผู้บริหารกิจการเกินกึ่งหนึ่งของคณะบุคคลซึ่งมีอำนาจบริหารกิจการ
      • ทรัพย์สินมรดกทั้งที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและนอกประเทศไทย
    • บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ที่มิได้มีสัญชาติไทย

      • เฉพาะทรัพย์สินมรดกที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

  4. อัตราภาษี
               มรดกที่ผู้รับมรดกได้รับจากเจ้ามรดกแต่ละราย ไม่ว่าจะได้รับมาในคราวเดียวหรือหลายคราว ถ้ามรดกที่ได้รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกันมีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท

    • ผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการี หรือผู้สืบสันดาน อัตราร้อยละ 5
    • ผู้ได้รับมรดกเป็นบุคคลอื่น อัตราร้อยละ 10
  5. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชาระภาษี

    • ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องยื่นแบบตามที่อธิบดีกำหนดภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ได้รับมรดกซึ่งมีมูลค่ารวมเกินกว่า 100 ล้านบาท

ข้อแนะนำสำหรับการวางแผนมรดก และการเตรียมเรื่องภาษีมรดก

  1. จัดทำบัญชีทรัพย์สิน และราคา ตลอดจนการแบ่งทรัพย์สินแก่ทายาทให้เป็นปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ ความทั้งภาระหนี้สินต่างๆ

  2. จัดทำพินัยกรรม โดยปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน เพื่อป้องการความขัดแย้ง รวมถึงเป็นการวางแผนทางภาษี ให้ได้มรดกตามเจตนารมณ์ที่แท้จริง โดยกำหนดผู้จัดการมรดกตั้งแต่ต้น

  3. วางแผนทำประกันชีวิตโดยยกผลประโยชน์ให้ทายาท เพราะนอกจากเงินประกันได้รับยกเว้นภาษีมรดกแล้ว ยังใช้เป็นการเตรียมการวางแผนเกี่ยวกับเรื่องภาษีมรดกไปในตัวอีกด้วย

  4. วางแผนล่วงหน้าถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับครอบครัวหรือธุรกิจ หากไม่มีเราเพื่อหาวิธีการเพื่อเตรียมรับผลกระทบนั้นๆ

  5. จัดโครงสร้าง และวางแผนการสืบทอดกิจการเพื่อให้กิจการสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

ภาษีการให้

          ภาษีการให้ หมายถึง ภาษีที่เรียกเก็บจากการโอนทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่เจ้าของมรดกยังมีชีวิตอยู่ โดยมีหลักเกณฑ์คือ

  1. กรณีการให้อสังหาริมทรัพย์

    • บิดามารดาที่เป็นผู้โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์
    • โดนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม
    • บิดามารดาผู้โอนเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี
    • การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์เป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทน
    • เฉพาะเงินได้ในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท ตลอดปีภาษี
    • อัตราภาษีโดยการหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เกินกว่า 20 ล้านบาท
  2. กรณีการให้สังหาริมทรัพย์

    • บุคคลธรรมดา

      • ได้รับเงินได้จากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส
      • เฉพาะเงินได้ในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น
      • ผู้ได้รับทรัพย์สินเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี
      • อัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท
      • ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภายในกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
    • บุคคลธรรมดา

      • ได้รับเงินได้จากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี จากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส
      • เฉพาะเงินได้ในส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น
      • ผู้ได้รับทรัพย์สินเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี
      • อัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับในส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท
      • ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภายในกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
 ประกันชีวิตกับการวางแผนมรดก

          เหตุผลที่หลายๆคนนิยมใช้การประกันชีวิตเป็นเครื่องมือหนึ่ง ในการช่วยวางแผนมรดก คือ

  1. เงินที่ได้จากกรมธรรม์ประกันชีวิต

              เงินที่ได้จากกรมธรรม์ประกันชีวิต ที่ได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของกองมรดก ดังนั้นหากเจ้ามรดกมีหนี้สินอย่างไรไว้ก็ตาม เจ้าหนี้จะไม่สามารถที่จะบังคับเอาได้ ยกเว้นเบี้ยประกันที่ได้ชำระไปเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นการรับรองได้ว่าทายาท ที่เป็นผู้รับประโยชน์จะได้รับมรดกจากทุนประกันนี้อย่างแน่นอน

  2. การจ่ายเงินที่รวดเร็ว

          ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความรวดเร็วในการจ่ายเงิน เพราะจำนวนเงิน ประกันที่จ่ายไม่รวมเข้ากับกองมรดก ผู้รับผลประโยชน์ไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะมีการจัดการกับภาษีมรดกให้เรียบร้อย สามารถที่จะได้รับจำนวนเงินนี้ได้ทันที

  1. การวางแผนภาษี

          การหลีกเลี่ยงภาษีมรดกโดยการทำประกันชีวิต ท่านสามารถทำกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ครอบคลุมการเรียกเก็บภาษีมรดกได้ด้วย เนื่องจากทุนประกันที่ได้รับจากกรมธรรม์ประกันชีวิตนั้น ไม่ต้องเสียภาษี ดังนั้น หากมีแนวโน้มที่จะถูกเรียกเก็บภาษีมรดกหลังจากถึงแก่ความตาย สามารถวางแผนให้กรมธรรม์ประกันชีวิตมาช่วยแบ่งเบาในเรื่องภาษีมรดกได้

 
 
google
facebook
 
QR Code Line konpakanpai
line_addfriends_konpakanpai
 
รับสมัครตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ
รับสมัครตัวแทนประกันวินาศภัย ศรีกรุงโบรคเกอร์
ประกันรถยนต์กับศรีกรุงโบรคเกอร์
724 Insure
 
ยินดีให้คำปรึกษากรมธรรม์ประกันชีวิต
 
 
 
 
 
line
ผู้เอาประกันควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัย ผลประโยชน์ เงื่อนไข ความคุ้มครองโดยละเอียดให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
line
คนประกัน รับทำประกันภัยทุกชนิด
line
หน้าแรก  |  ผลิตภัณฑ์  |  ข่าวสารข้อมูล |  สาระความรู้ | ติดต่อเรา   
line
เว็บไซต์นี้มิใช่เว็บไซต์ของ บริษัท เอไอเอ จำกัด แต่เป็นเว็ปไซต์์ตัวแทนประกันชีวิตของเอไอเอ (ตัวแทนประกันชีวิต) บริษัท เอไอเอ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ต่อเว็บไซต์นี้
บริษัท เอไอเอ จึงไม่ต้องรับรอง และไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นทั้งทางแพ่งและทางอาญาจากการใช้เว็บไซต์นี้ เว็บไซต์นี้มิให้ถือเป็นคำเสนอหรือการชักชวนให้ซื้อผลิตภัณท์เกี่ยวกับการ ประกันภัยในประเทศใด ๆ ต่อบุคคลใด ๆ ที่ไม่มีสิทธิตามกฎหมายในการกระทำดังกล่าวในประเทศนั้น ๆ หากเกิดความเสียหายใด ๆ ต่อบุคคลใด ๆ อันเนื่องจากเว็บไซต์นี้
Copyright © 2012 All Rights Reserved. by Konpakanpai     Tel. 094-5426619    Email : konpakanpai@gmail.com