header คนประกันภัย
หน้าแรกสินค้าและบริการข่าวสารข้อมูลสาระความรู้ติดต่อเรา
"คนประกันภัย" เราเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และรับทำประกันภัยทุกประเภทอย่างครบวงจร นึกถึงการวางแผนทางการเงินและชีวิต นึกถึงเรา"คนประกันภัย" โทร. 094-5426619 Email: konpakanpai@gmail.com Website: www.konpakanpai.com
         
การวางแผนทางการเงิน
การวางแผนทางการเงิน
การจัดการงบการเงิน
การวางแผนรายได้
การวางแผนรายจ่าย
การวางแผนการเก็บออม
การวางแผนสภาพคล่อง
การวางแผนสินเชื่อ
การวางแผนประกันภัย
การวางแผนการศึกษาบุตร
การวางแผนเกษียณอายุ
การวางแผนภาษี
การวางแผนการลงทุน
การวางแผนมรดก
 
ประกันชีวิต
ประกันชีวิตคืออะไร
ประเภทของประกัยชีวิต
ทำไมต้องทำประกันชีวิต
ประโยชน์ของการประกันชีวิต
ความคุ้มครองที่ได้รับ
ความต้องการในแต่ละช่วงอายุ
แนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต
ขั้นตอนการทำประกันชีวิต
โครงการคุ้มครองรายได้และกองทุนมรดก
กองทุนเพื่อการศึกษา
กองทุนเกษียณอายุ
ประกันชีวิตเพื่อการลดหย่อนภาษี
ประกันชีวิตเพื่อการลงทุน
 
ประกันชีวิต
ประกันสุขภาพคืออะไร
แนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต
ประกันคุ้มครองสุขภาพ
ประกันชดเชยค่ารักษาพยาบาล
ประกันชดเชยรายได้
ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง
ประกันคุ้มครองอุบัติเหตุ
ประกันคุ้มครอง All In One
ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรงพิเศษ
ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA)
ตัวอย่างอัตราค่าห้องโรงพยาบาล
 
ประกันชีวิต
ประกันวินาศภัยคืออะไร
ประเภทของประกันวินาศภัย
ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
ประกันภัยที่อยู่อาศัย
ประกันภัยรถยนต์
ประกันภัยเบ็ดเตล็ด
 
การเงินและการลงทุน
สินทรัพย์ทางการเงินและการลงทุน
เงินฝากธนาคาร
กองทุนรวม
กองทุนรวม LTF RMF
ตราสารหนี้
ตราสารทุน
ตราสารอนุพันธ์
สินทรัพย์ทางเลือก
 
บริการอื่นๆ
ตารางมรณะไทยพื้นฐาน ปี 2560
บริการโอนย้าย และต่อทะเบียน
รายชื่อโรงพยาบาลคู่สัญญา บรืษัทประกันชีวิตและบรืษัทประกันวินาศภัย
ดาวน์โหลด โบรชัวร์ต่างๆ
 
 
การวางแผนภาษี
 
การวางแผนภาษี

          ภาษีนั้น เป็นเงินที่รัฐบาลเรียกเก็บจากผู้ที่มีรายได้ทั่วไป ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ซึ่งเงินภาษีที่เรียกเก็บไปนั้นจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆในการบริหาร และพัฒนาประเทศ

          การวางแผนภาษี ก็คือ การวางแผนเพื่อที่จะเสียภาษีในจำนวนเงินที่น้อยที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยการทำให้ทีรายรับสุทธิก่อนหักภาษีน้อยลง จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ  ไม่ว่าจากการหักค่าใช้จ่าย หรือจากค่าลดหย่อนต่างๆ รวมถึงการวางแผนเพื่อที่จะชำระให้ถูกต้องครบถ้วน และตรงตามกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงการที่ต้องชำระภาษีเพิ่ม หรือค่าปรับต่างๆ ซึ่งจะทำให้มีเงินเหลือไปใช้จ่าย หรือนำไปลงทุนให้เกิดประโยชน์ต่อไป

           การวางแผนภาษีส่วนบุคคลไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรือซับซ้อนอะไร เมื่อวางระบบเริ่มต้นได้แล้ว ปีต่อๆ มาเพียงทบทวนบ้าง เพื่อไม่ให้เสียโอกาสดีๆ ในการประหยัดเงินสดเท่านั้น ซึ่งเรื่องต้องรู้เพื่อให้การวางแผนภาษีเกิดประโยชน์สูงสุด มีดังนี้

  1. รู้และเข้าใจกฎ ข้อบังคับ แนวปฏิบัติทางภาษีที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการเสียภาษีไม่ถูกต้อง

  2. รู้ประเภทของรายได้ รู้ค่าใช้จ่ายที่หักภาษีได้ รู้ค่าลดหย่อนเพื่อลดภาษี รวมถึงรู้วิธีการคำนวณภาษี และรู้ช่องทางการยื่นภาษี

  3. รู้จัดการและจัดเก็บข้อมูลภาษีของตัวเอง ทั้งการเก็บเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลรายได้ เอกสารการหักภาษี ณ ที่จ่าย เอกสารการลงทุน กรมธรรม์ประกันชีวิต ฯลฯ การทำสรุปข้อมูลเหล่านี้ทุกเดือน จะช่วยให้เรารู้ล่วงหน้าว่าเราจะต้องเสียภาษีเพิ่มเติม หรือจะประหยัดภาษีได้ประมาณเท่าไร ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนภาษี

  4. รู้จักใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการที่จะช่วยลดภาระภาษี เช่น การทำประกันชีวิต การลงทุนระยะยาว การซื้อสลากออมสินบางประเภท ฯลฯ

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบุคคลธรรมดา

          ก่อนอื่นต้องรู้ก่อน ว่าเราเป็นผู้ที่ต้องเสียภาษีหรือเปล่า ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีอยู่ 4 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมา โดยมีสถานะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้

  1. บุคคลธรรมดา คือ ผู้ที่มีเงินได้ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทารก ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสัง่ ให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ โดย

    • ผู้มีเงินได้จะต้องมีแหล่งที่อยู่ในประเทศไทย หรืออยู่ในประเทศไทยในปีภาษีไม่น้อยกว่า 180 วัน
    • ผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานประเภทเงินเดือน ค่าจ้างที่ได้รับในปีภาษีนั้น
      • กรณีไม่มีคู่สมรสต้องมีเงินได้พึงประเมินเกิน 50,000 บาท
      • กรณีที่มีคู่สมรสไม่ว่าฝ่ายเดียว หรือทั้งสองฝ่ายต้องมีเงินได้พึงประเมินรวมกัน เกิน 100,000 บาท
    • ผู้มีเงินได้จากการทำธุรกิจการค้าทั่วไปที่มิใช่เกิดจากการจ้างแรงงานที่ได้รับในปีภาษีนั้น
      • กรณีไม่มีคู่สมรสต้องมีเงินได้พึงประเมินเกิน 30,000 บาท
      • กรณีมีคู่สมรสไม่ว่าฝ่ายเดียวหรือทั้งสองฝ่ายต้องมีเงินได้พึงประเมินรวมกัน เกิน 60,000 บาท
  2. ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

    • ห้างหุ้นส่วนสามัญ หมายถึง ห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตกลงเข้าหุ้นกันเพื่อร่วมกันทำธุรกิจตามวัตถุประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันพึงจะได้
    • คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล หมายถึง บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงทำกิจการร่วมกัน โดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะแบ่งผลกำไรอันพึงจะได้
    • มีเงินได้พึงประเมินเกิน 30,000 บาท
  3. ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี หมายถึง บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี แต่ได้ถึงความตายระหว่างปีภาษี ก่อนที่จะยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี ถึงแม้ว่าจะสิ้นสภาพบุคคลไปแล้ว แต่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ทายาท หรือผู้ครองทรัพย์มรดก มีหน้าที่ไปยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีแทน

  4. กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง หมายถึง กองมรดกของผู้ตาย ที่ยังไม่ได้แบ่งให้กับทายาทในปีภาษี ถัดจากปีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากกองมรดกดังกล่าวมีเงินได้เกิน 30,000 บาท ผู้จัดการมรดก ทายาท หรือผู้ครอบครองมรดก มีหน้าที่ในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี

          หน่วยภาษีทั้ง 4 หน่วยนี้ ถ้ามีเงินได้เกิดขึ้น ก็ให้นำเงินได้ที่ได้รับมาทำการเสียภาษีในนามของแต่ละหน่วยภาษี โดยให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการยื่นแบบแสดงรายการเป็นผู้ยื่นแบบฯ ซึ่งผู้มีหน้าที่เสียภาษีกับผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการอาจเป็นคนเดียวกัน หรือคนละคนก็ได้

รายได้พึงประเมิน

          เริ่มที่ รายได้ เพราะการที่เราต้องเสียภาษีก็เนื่องมาจากการมีรายได้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือเป็นลูกจ้างขององค์กรต่างๆ เป็นหลัก การจัดการกับภาษีเงินได้ที่ได้จากเงินเดือนหรือค่าจ้างจึงไม่ยากเย็นนัก แต่หากมีรายได้เสริมจากทางอื่นด้วย ก็ต้องวางแผนให้ดีว่าจะเลือกรับเงินเป็นประเภทไหน รับเป็นเงินเดือน หรือรับเป็นงานเหมา เพราะนั่นจะส่งผลต่อจำนวนภาษี ที่ต้องจ่ายซึ่งมีจำนวนที่ไม่เท่ากันแน่นอน เนื่องจากว่ารายได้แต่ละประเภทสามารถหักค่าใช้จ่าย ได้ไม่เท่ากัน ซึ่งนอกจากค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีอีกสิทธิประโยชน์หนึ่งที่เราสามารถนำเอาค่าลดหย่อนต่างๆ มาหักออกจากรายได้ ซึ่งค่าลดหย่อนเหล่านี้จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ตัวเลขรายได้จริงลดลงและเสียภาษีน้อยลงด้วย

เงินได้พึงประเมิน

          เงินได้พึงประเมิน หมายความว่าเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดความหมายเงินได้พึงประเมินไว้ดังต่อไปนี้

  1. เงิน 
    หมายถึง เงินตราไทยหรือเงินตราต่างประเทศที่ได้รับ ถ้าได้รับเป็นเงินตราต่างประเทศให้คำนวณค่าเป็นเงินตราไทย

  2. ทรัพย์สินซึ่งอาจคำนวณได้เป็นเงิน
    หมายถึง  ทรัพย์สินที่สามารถคิดคำนวณเป็นตัวเงินได้ ซึ่งอาจหมายถึง ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างปีภาษีเช่น ได้รับทรัพย์สินที่เป็นบ้านหรือรถยนต์จากการชิงโชค จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และต้องนำไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นต้น

  3. ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
    หมายถึง สิ่งที่ได้รับมาที่ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่
    ทรัพย์สิน แต่เป็นประโยชน์อย่างอื่นที่สามารถคิดคำนวณเป็นเงินได้  เช่น  นายจ้างให้ลูกจ้างอยู่บ้านของนายจ้างโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า มูลค่าของการได้อยู่บ้านซึ่งนายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า

  4. เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้ 
    สำหรับเงินได้ประเภทต่างๆ

  5. เครดิตภาษีเงินปันผล
    เป็นมาตรการที่เกิดขึ้นมาเพื่อขจัดหรือบรรเทาภาษีซ้ำซ้อนของ
    เงินปันผลการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อนจากเงินปันผล

แหล่งที่มาของเงินได้

          แหล่งเงินได้ คือ แหล่งที่มาของเงินได้ ซึ่งแบ่งได้เป็นเงินได้จากแหล่งในประเทศและนอกประเทศ โดยเงินได้จากแหล่งต่างๆเหล่านี้ จะต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซึ่งมีข้อพิจารณาดังนี้

  1. กรณีเงินได้เกิดจากแหล่งในประเทศ หมายถึง เงินได้ที่เกิดขึ้น หรือเป็นผลสืบเนื่องจาก

    • หน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย หรือ
    • กิจการที่ทำในประเทศไทย หรือ
    • กิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือ
    • ทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า ฯลฯ) ไม่ว่าเงินได้นั้นจะถูกจ่ายในหรือนอกประเทศ และไม่ว่าผู้มีเงินได้นั้นจะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม
  2. กรณีเงินได้เกิดจากแหล่งนอกประเทศไทย หมายถึง เงินได้ที่เกิดขึ้นหรือเป็นผลสืบเนื่องจาก

    • หน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ หรือ
    • กิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือ
    • ทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ

              ผู้มีเงินได้เกิดจากแหล่งนอกประเทศ จะต้องเสียภาษีเงินได้ ในประเทศไทยก็ต่อเมื่อเข้าองค์ประกอบทั้ง 2 ประการ ดังต่อไปนี้

    1. ผู้มีเงินได้อยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 180 วัน และ
    2. ได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีนั้นด้วย
 
ประเภทเงินได้

          รายได้ที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีมีอยู่ 8 ประเภท โดยแบ่งตามอาชีพและต้นทุนในการประกอบอาชีพที่แตกต่างกัน เพื่อความเป็นธรรมในการคำนวณและจ่ายภาษีมากที่สุด ซึ่งได้แก่

  1. รายได้จากการจ้างงาน ได้แก่ เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็น

    • เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ
    • เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับจากนายจ้าง
    • เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้าน ซึ่งนายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า
    • เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ
    • เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน เช่น มูลค่าของการได้รับประทานอาหาร เป็นต้น
  2. รายได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือการรับทำงานให้ ได้แก่ เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็น

    • ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด
    • เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส
    • เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับเนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้
    • เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้าน ที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า
    • เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ
    • เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือ จากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว
  3. รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปี หรือเงินได้ที่มีลักษณะ เป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล

  4. รายได้ที่เป็นดอกผลหรือผลตอบแทน ได้แก่ ดอกเบี้ย เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร   เงินลดทุน เงินเพิ่มทุน ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้น ฯลฯ เป็นต้น

    • ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ไม่ว่าจะมี หลักประกันหรือไม่
    • เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายไทยให้จัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะสำหรับให้กู้ยืมเงิน ฯลฯ 
    • เงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
    • เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน
    • เงินเพิ่มทุนของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งจากกำไร ที่ได้มาหรือรับช่วงกันไว้รวมกัน
    • ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน หรือรับช่วงกัน หรือเลิกกัน ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน
    • ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนการเป็นหุ้นส่วนหรือโอนหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตั๋วเงิน หรือ ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ทั้งนี้เฉพาะซึ่งตีราคา เป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

              เงินได้ประเภทที่ 4 ในหลาย ๆ กรณี กฎหมายให้สิทธิที่จะเลือกเสียภาษีโดยวิธีหักภาษี ณ ที่จ่าย แทนการนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นตามหลักทั่วไป ซึ่งจะทำให้ผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามบัญชีอัตราภาษี ในอัตราที่สูงกว่าอัตราภาษี หัก ณ ที่จ่าย สามารถประหยัดภาษีได้

  5. รายได้จากค่าเช่าทรัพย์สิน เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เงินหรือประโยชน์อย่างอื่น  ที่ได้เนื่องจาก

    • การให้เช่าทรัพย์สิน
    • การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน
    • การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน ซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้น โดยไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว
  6. รายได้จากอาชีพอิสระ 6 อาชีพ ได้แก่ เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลป วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอื่นซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้

  7. รายได้จากการรับเหมาพร้อมอุปกรณ์และสัมภาระ ได้แก่ เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระ ในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ

  8. รายได้จากการประกอบธุรกิจ ได้แก่ เงินได้จาก
    • การทำธุรกิจ
    • การพาณิชย์
    • การเกษตร
    • การอุตสาหกรรม
    • การขนส่ง
    • หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 7 แล้ว

           อย่างไรก็ดี มีหลายกรณีที่เงินได้ของบุคคลอาจถูกจัดว่าเป็นเงินได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาการจ้างงาน หรือข้อตกลงทางธุรกิจ คุณจึงควรทำความเข้าใจ ในข้อกำหนดหลักเกณฑ์ในการจำแนกประเภทของเงินได้ เพื่อให้เกิดการหักค่าใช้จ่ายอย่างคุ้มค่ามากที่สุด

ค่าใช้จ่าย
 
การหักค่าใช้จ่ายบุคคลธรรมดา

รายได้แต่ละประเภทสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน ซึ่งแบ่งได้ดังนี้

  1. รายได้จากการจ้างงาน
    หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

  2. รายได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือการรับทำงานให
    หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

  3. รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา
    เฉพาะค่าลิขสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

  4. รายได้ที่เป็นดอกผลหรือผลตอบแทน หักค่าใช้จ่ายไม่ได้

  5. รายได้จากค่าเช่าทรัพย์สิน
    หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร หรือหักเหมาตามประเภทของทรัพย์สินที่ให้เช่า เช่น

    • การให้เช่าทรัพย์สิน หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร หรือหักเหมาตามประเภทของทรัพย์สินที่ให้เช่า ดังนี้
      • บ้านโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หักค่าใช้จ่ายได้ 30%
      • ที่ดินที่ใช้ในการเกษตรกรรม หักค่าใช้จ่ายได้ 20%
      • ที่ดินที่มิได้ใช้ในการเกษตรกรรม หักค่าใช้จ่ายได้ 15%
      • ยานพาหนะ หักค่าใช้จ่ายได้ 30%
      • ทรัพย์สินอย่างอื่น ในกรณีเจ้าของเป็นผู้ให้เช่าให้หักค่าใช้จ่ายได้ 10%
    • การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ 20% วิธีเดียว
    • การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน ซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้น โดยไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว  หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ 20% วิธีเดียว 

  6. รายได้จากอาชีพอิสระ 6 อาชีพ
    หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร หรือหักเหมา ดังนี้

    • แพทย์ หักค่าใช้จ่ายได้ 60%
    • ทนายความ วิศวกร สถาปนิก ผู้ตรวจสอบบัญชี และจิตรกร หักค่าใช้จ่ายได้ 30%
  7. รายได้จากการรับเหมาพร้อมอุปกรณ์และสัมภาระ
    หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควรหรือหักเหมา 70%

  8. รายได้จากการประกอบธุรกิจ
    รายได้ประเภทนี้จะหักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร หรือหักเหมา ซึ่งแต่ละหมวดอาจหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน เช่น

    • ขนส่งหรือรับจ้างด้วยยานพาหนะ หักค่าใช้จ่ายได้ 80%
    • การแสดงของนักแสดง นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใดๆ ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ 60% ส่วนที่เกิน 300,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ 40% แต่รวมกันต้องไม่เกิน 600,000 บาท

(ดูรายละเอียดการหักค่าใช้จ่ายต่างๆ)

ค่าลดหย่อน
 
ค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

          ค่าลดหย่อน หมายถึง รายการต่างๆ ที่กฎหมายได้กำหนดให้สามารถหักได้เพิ่มขึ้น หลังจากได้หักค่าใช้จ่ายแล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษี ก่อนนำเงินได้ที่เหลือ ซึ่งเรียกว่าเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษี ซึ่งรายการหักลดหย่อนกรณีต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้

  1. ผู้มีเงินได้
    สามารถหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท

  2. สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้
    สามารถหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท 

    • สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ที่มีสิทธิหักลดหย่อน จะต้องเป็นสามีหรือภริยาชอบด้วยกฎหมาย การสมรสไม่ครบปีภาษีก็มีสิทธิหักลดหย่อนได้
    • สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ที่จะนำมาหักลดหย่อน จะต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินหรือมีแต่ไม่ได้แยกคำนวณภาษี
  3. บุตรให้หักสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามี หรือภริยาของผู้มีเงินได้ด้วย
    สามารถลดหย่อนได้ คนละ 30,000 บาท

  4. ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได
    สามารถหักลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท และยังสามารถหักลดหย่อนบิดามารดาของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้อีกคนละ 30,000 บาท โดย

    • บิดามารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป
    • มีรายได้ในปีภาษีที่ขอหักลดหย่อนไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
    • อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้
    • บิดามารดาของผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสจะต้องออกหนังสือรับรอง ว่าบุตรคนใดคนหนึ่งเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูเพียงคนเดียว (บุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิหักลดหย่อน)
  5. ค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ
    สามารถหักลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท โดย

    • คนพิการหรือคนทุพพลภาพนั้นต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ใช้สิทธิหักลดหย่อนเกิน 30,000 บาท
    • ผู้มีเงินได้ต้องเป็นผู้ดูแลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยมีชื่อเป็นผู้ดูแลคนพิการในบัตรประจำตัวคนพิการ หรือ 
    • ผู้มีเงินได้ต้องมีเอกสารมาแสดงเพื่อขอใช้สิทธิหักลดหย่อนคนทุพพลภาพ คือ ใบรับรองแพทย์และหนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนทุพพลภาพ   
  6. ค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา ของผู้มีเงินได้และคู่สมรส
    สามารถหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดย

    • ผู้ชำระเบี้ยต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา มารดา
    • บิดา มารดา ต้องไม่มีรายได้ หรือมีเงินได้ไม่เกิน 30,000 บาท
    • ผู้ชำระเบี้ย หรือบิดา หรือมารดา คนใดคนหนึ่งต้องอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 180 วัน
    • กรณีมีหลายคนร่วมชำระเบี้ยประกันสุขภาพของบิดา มารดา ให้เฉลี่ยหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันสุขภาพของบิดา มารดาตามจำนวน แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท
  7. ค่าเบี้ยประกันชีวิต

    • กรมธรรม์ประกันชีวิตทั่วไป ค่าเบี้ยประกันชีวิตของตัวผู้มีเงินได้เอง นำมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท (เบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ หักลดหย่อนได้ไม่เกิน 10,000 บาท)

      • กรมธรรม์ประกันชีวิต ที่ทำก่อนวันที่ 1 มกราคม 2552 สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตทั้งหมด (รวมสัญญาเพิ่มเติม)
      • กรมธรรม์ประกันชีวิต ที่ทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ลดหย่อนได้เฉพาะเบี้ยประกันชีวิต ไม่รวมค่าเบี้ยประกันของสัญญาเพิ่มเติมอื่น ๆ
      • เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
      • เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีผลประโยชน์เงินคืนไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตรายปีหรือเบี้ยประกันชีวิตสะสม
      • กรมธรรม์นั้นต้องออกจากบริษัทประกันชีวิตที่ประกอบกิจการในประเทศไทย
    • กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ  หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท (เมื่อรวมกับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน หรือหน่วยลงทุนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท)

      • เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
      • ต้องได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญตั้งแต่อายุ 55 - 85 ปี หรือกว่านั้น
      • ผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้ว ก่อนได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญ
      • ต้องได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญเป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอขณะมีชีวิตอยู่
      • กรมธรรม์นั้นต้องออกจากบริษัทประกันชีวิตที่ประกอบกิจการในประเทศไทย
  8. เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
    สามารถหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท (ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 490,000 บาท ซึ่งไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้าง ให้หักจากเงินได้)

  9. เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือกองทุนสงเคราะห์ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
    สมาชิกที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสามารถนำไปหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท (ให้นำไปหักจากเงินได้)

  10. เงินสะสมที่สมาชิกจ่ายเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ
    ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ สามารถนำไปหักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท (และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ + เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ + เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ + เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน + เงินที่ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท)

  11. ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) 
    สามารถหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง  แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น (และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ + เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ + เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ + เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน + เงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท)

  12. ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
    ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น แต่ไม่เกิน 500,000 บาท

  13. ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย
    ให้ได้รับลดหย่อนและยกเว้นได้ตามที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท

  14. เงินสมทบกองทุนประกันสังคม
    หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม

  15. ค่าเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ (ตามประกาศเพิ่มเติม)
    สำหรับค่าบริการหรือค่าที่พัก ในการท่องเที่ยวภายในประเทศ ตามที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้

    • ค่าอาหารและเครื่องดื่มจากร้านอาหารหรือโรงแรม (ยกเว้น สุรา เบียร์ ไวน์)
    • ค่าบริการนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ (ค่าแพ็กเกจทัวร์)
    • ค่าที่พักในโรงแรมให้กับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม 
  16. เงินได้ที่จ่ายไปเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด 

    • ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง โดย
    • มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นให้แล้วเสร็จ ในระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559
    • ให้ใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 20% ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ โดยหักลดหย่อนตั้งแต่ปีที่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ และให้หักลดหย่อนต่อเนื่องกัน 5 ปี ๆ ละเท่า ๆ กัน  ซึ่งต้องปฏิบัติ ดังนี้
    • ผู้มีเงินได้ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อ  เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือมีชื่อเป็นคู่สัญญากับสถาบันการเงินที่ให้กู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี
    • ผู้มีเงินได้ต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์มาก่อน
  17. เงินบริจาค 
    เป็นรายการลดหย่อนสุดท้ายก่อนนำเงินได้ไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า โดยสามารถหักเงินบริจาคได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน (หักลดหย่อนได้เฉพาะที่บริจาคเป็นเงินเท่านั้น) ได้แก่ การบริจาคเงินให้แก่วัดวาอาราม สภากาชาดไทย สถานพยาบาล และสถานศึกษาของทางราชการ หรือองค์การของรัฐบาล สถานศึกษาเอกชน สถานสาธารณกุศล และกองทุนสวัสดิการภายในส่วนราชการ เช่น

    • เงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา  มีสิทธิหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ
    • เงินสนับสนุนการกีฬา มีสิทธิหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว
    • การบริจาคเงินให้แก่กองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ที่กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งขึ้น ให้ยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมิน หลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อน เป็นจำนวน 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้น สำหรับการจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา สำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบแล้ว ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนแล้ว
การคำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

          คราวนี้มาถึงเรื่อง “วิธีการคำนวณภาษี” กันบ้าง หลังจากที่เราทราบถึงรายได้ทั้งปี ค่าใช้จ่ายตามประเภทรายได้ และค่าลดหย่อนต่างๆ แล้ว จากนั้นเราจะนำเงินได้สุทธิมาคำนวณภาษีตามสูตร ดังนี้

การคำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  1. คำนวณเงินได้พึงประเมิน ทุกประเภท ในรอบระยะเวลาปีภาษี (1 มกราคม - 31 ธันวาคม ของทุกปี)

  2. นำจำนวนเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตลอดทั้งปี มาหักด้วยค่าใช้จ่าย ตามแต่ละประเภทของเงินได้ จะได้เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย

  3. นำเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย หักด้วยค่าลดหย่อนแต่ละรายการ จะได้เงินได้สุทธิ

  4. นำเงินได้สุทธิ มาคำนวนอัตราภาษีเงินได้ตามตารางด้านล่างนี้ เพื่อนำไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ตารางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ตัวอย่าง 1

          นายเอ A ทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง

    • เงินเดือน 50,000
    • ทางบริษัทมีการหักเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน
    • แต่งงานกับนางสาวบี เป็นแม่บ้านดูแลบุตร
    • มีบุตร  1 คน ซึ่งกำลังเรียนอยู่ ม.1 และ
    • ดูแลพ่อแม่อายุ 70 ปีซึ่งไม่มีรายได้ทั้ง 2 คน

    นายเอ ต้องคำนวณเงินได้เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนี้

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ตัวอย่าง 2

          จากตัวอย่างที่ 1 นายเอ มีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม คือ

    • มีการทำประกันประกันสุขภาพให้พ่อแม่ เบี้ยประกัน 10,000 บาท/ปี
    • ทำประกันชีวิตตนเอง เบี้ยประกัน 50,000 บาท/ปี มีความคุ้มครอง 15 ปี
    • ทำประกันแบบบำนาญ เบี้ยประกัน 50,000 บาท/ปี
    • ซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) 50,000 บาท
    • ซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) 50,000 บาท

    นายเอ ต้องคำนวณเงินได้เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนี้

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

          วิธีนี้จะใช้สำหรับผู้มีรายได้ประเภทเงินเดือนเป็นหลัก แต่สำหรับผู้ที่มีรายได้ประเภทอื่นๆ รวมอยู่ด้วย ต้องคำนวณอีกวิธีหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบกัน โดยการนำรายได้ทั้งปีก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน หรือที่เรียกกันว่า รายได้พึงประเมิน มาคูณด้วยอัตราภาษี 0.5% หากวิธีใดมีจำนวนเงินภาษีที่ต้องจ่ายสูงกว่า ให้เสียภาษีด้วยวิธีนั้น ซึ่งโดยทั่วไปวิธีแรกจะมีจำนวนที่มากกว่า

          หลังจากนั้นก็มาถึงขั้นตอนสำคัญ นั่นคือ การยื่นภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีเงินคืนภาษีด้วยแล้ว ต้องกรอกรายละเอียดให้ครบถ้วนและลงลายมือชื่อผู้ขอคืนอย่างชัดเจน ที่สำคัญก่อนยื่นแบบแสดงรายการอย่าลืมตรวจทานรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ รวมทั้งเอกสารที่ต้องแนบเป็นหลักฐานให้เรียบร้อยก่อน รวมถึงเอกสารที่ทางสรรพากรอาจขอเพิ่มเติม โดยอาจมีเอกสารหลักฐานต่าง ๆ เช่น

  1. หนังสือรองการหักภาษี ณ.ที่จ่ายที่ได้รับจากนายจ้าง โดยหนังสือรับรองจะระบุผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย จำนวนเงินได้ทั้งปี ภาษีที่หักและนำส่งไว้ รวมถึงเงินที่จ่ายเข้า กบข. กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน กองทุนประกันสังคม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต่างๆ

  2. หนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันชีวิต รวมถึงเอกสารชำระค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดา-มารดา โดยสามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามกฎเกณฑ์

  3. หนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบิดา-มารดา สามารถ หากสามารถใช้สิทธิลดหย่อนบิดา-มารดาของตัวเองได้ รวมถึงบิดา-มารดาของคู่สมรสด้วย

  4. ทะเบียนสมรส หากใช้สิทธิลดหย่อนภาษีคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้แต่เลือกนำมาคำนวณภาษีรวมกัน

  5. เอกสารรับรองบุตร หรือสูติบัตรของบุตร ซึ่งเป็นได้ทั้งบุตรบุญธรรมและบุตรตามกฎหมาย

  6. หนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ ซึ่งหากเป็นคนพิการ จะ ต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการ และระบุชื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้ดูแลในบัตรประจำตัวคนพิการด้วย

  7. บุคคลทุพพลภาพ จะ ต้องเป็นผู้ทุพพลภาพมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 วัน และมีใบรับรองแพทย์ที่ออกในปีภาษีที่ขอใช้สิทธิหักลดหย่อน  รวมทั้งหนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุคคลทุพพลภาพด้วย

  8. เอกสารรับรองการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

  9. เอกสารรับรองการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

  10. หนังสือรับรองการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย

  11. ใบเสร็จรับเงินบริจาค หรือใบอนุโมทนาบัตร

  12. ใบกำกับภาษีค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวในประเทศ (ตามประกาศเพิ่มเติมแต่ละช่วง)

  13. หลักฐานการซื้ออสังหาริมทรัพย์

  14. หลักฐานการเป็นสมาชิกและจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ

  15. หนังสือหรือเอกสารรับรองเงินได้อื่น ๆ นอกเหนือจากเงินเดือน

  16. ทั้งนี้หากใครยื่นภาษีเป็นประจำทุกปี แล้วเคยยื่นเอกสาร อาทิ ทะเบียนสมรส สูติบัตรของบุตร หนังสือ รับรองการหักลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบิดา-มารดา ฯลฯ ไปแล้ว ในปีต่อ ๆ ไป ทางสรรพากรอาจไม่เรียกตรวจเอกสารอีก แต่เตรียมพร้อมไว้ก่อนก็ดี จะได้ไม่ล่าช้าหากถูกเรียกตรวจ

          และควรยื่นแบบแสดงรายการตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม ซึ่งจะทำให้ได้เงินคืนภาษีเร็ว เพราะเป็นช่วงที่คนยื่นน้อย แต่ถ้าไม่มีเงินคืนภาษี จะยื่นเร็วหรือช้าก็ไม่มีผลอะไร ที่สำคัญคือ ระวังอย่ายื่นเลยช่วงยื่นแบบแสดงรายการ (เดือนมีนาคม) ถ้าเกินกว่านั้น แทนที่จะประหยัด อาจต้องจ่ายค่าปรับถึง 1.5% ต่อเดือน ของเงินภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเลยทีเดียว

เทคนิดช่วยประหยัดภาษี
  • สามีภรรยาควรแยกยื่นภาษีเงินได้
    การแยกยื่นจะทำให้ภาระภาษีโดยรวมต่ำกว่าการนำเงินได้ไปยื่นรวมกัน และยื่นแบบเพียงฉบับเดียว เพราะต่างคนต่างหักค่าลดหย่อนส่วนตัวได้

  • หาเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี
    เช่น ดอกเบี้ยบางประเภท กำไรจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ กำไรจากการไถ่ถอนหรือขายหน่วยลงทุน เงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินได้จากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เงินได้จากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ฯลฯ

  • เลือกประเภทเงินได้ที่หักค่าใช้จ่ายสูงๆ
    เงินได้แบ่งออกเป็น 8 ประเภท แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน การเลือกประเภทเงินได้ให้เหมาะสมจึงช่วยประหยัดภาษีได้

  • กระจายเงินได้เพื่อลดภาษี
    เป็นการแตกหน่วยภาษีเพื่อลดฐานภาษีของตนเองให้น้อยลง เช่น กระจายรายได้ให้พ่อแม่หรือลูกหลาน จัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล รวมถึงการจดสิทธิเก็บกินด้วย

  • กระจายเงินได้เป็นหลายปีภาษ
    เพื่อลดภาระภาษีไม่ให้เข้าสู่ช่วงฐานภาษีที่สูงขึ้นไป

  • ใช้ประโยชน์จากเงินได้ที่มีสิทธิเลือกแยกคำนวณต่างหากได้
    เช่น เงินปันผลหรือดอกเบี้ย ซึ่งผู้ลงทุนมีสิทธิเลือกว่าจะให้หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือจะนำมารวมกับเงินได้อื่นๆ เพื่อคำนวณภาษีใหม่ตอนปลายปี

  • ใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ในการลดหย่อนภาษี
    เช่น ดอกเบี้ยบ้าน เบี้ยประกันชีวิต ฯลฯ

  • จัดตั้งบริษัทเพื่อลดภาษี
    หากทำทุกวิถีทางตามที่กล่าวมาแล้ว ยังเสียภาษีเงินได้ในอัตรา 37% อยู่ ลองพิจารณาการจัดตั้งบริษัทส่วนตัว ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการลด หรือบรรเทาภาระภาษีให้น้อยลงได้

          การวางแผนภาษีที่ดีและใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้สามารถประหยัดภาษีได้อย่างมาก ไม่ว่าจะรายได้ ค่าใช้จ่าย หรือเงินออมเงินลงทุนใดๆ หากคิดย้อนกลับมาถึงเรื่องภาษีได้ ก็อย่าละเลยที่จะกลับมาไตร่ตรองให้ดีก่อนว่าจะทำอย่างไรให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุด
 
 
google
facebook
 
QR Code Line konpakanpai
line_addfriends_konpakanpai
 
รับสมัครตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ
รับสมัครตัวแทนประกันวินาศภัย ศรีกรุงโบรคเกอร์
ประกันรถยนต์กับศรีกรุงโบรคเกอร์
724 Insure
 
ยินดีให้คำปรึกษากรมธรรม์ประกันชีวิต
 
 
 
 
 
line
ผู้เอาประกันควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัย ผลประโยชน์ เงื่อนไข ความคุ้มครองโดยละเอียดให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
line
คนประกัน รับทำประกันภัยทุกชนิด
line
หน้าแรก  |  ผลิตภัณฑ์  |  ข่าวสารข้อมูล |  สาระความรู้ | ติดต่อเรา   
line
เว็บไซต์นี้มิใช่เว็บไซต์ของ บริษัท เอไอเอ จำกัด แต่เป็นเว็ปไซต์์ตัวแทนประกันชีวิตของเอไอเอ (ตัวแทนประกันชีวิต) บริษัท เอไอเอ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ต่อเว็บไซต์นี้
บริษัท เอไอเอ จึงไม่ต้องรับรอง และไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นทั้งทางแพ่งและทางอาญาจากการใช้เว็บไซต์นี้ เว็บไซต์นี้มิให้ถือเป็นคำเสนอหรือการชักชวนให้ซื้อผลิตภัณท์เกี่ยวกับการ ประกันภัยในประเทศใด ๆ ต่อบุคคลใด ๆ ที่ไม่มีสิทธิตามกฎหมายในการกระทำดังกล่าวในประเทศนั้น ๆ หากเกิดความเสียหายใด ๆ ต่อบุคคลใด ๆ อันเนื่องจากเว็บไซต์นี้
Copyright © 2012 All Rights Reserved. by Konpakanpai     Tel. 094-5426619    Email : konpakanpai@gmail.com