header คนประกันภัย
หน้าแรกสินค้าและบริการข่าวสารข้อมูลสาระความรู้ติดต่อเรา
"คนประกันภัย" เราเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และรับทำประกันภัยทุกประเภทอย่างครบวงจร นึกถึงการวางแผนทางการเงินและชีวิต นึกถึงเรา"คนประกันภัย" โทร. 094-5426619 Email: konpakanpai@gmail.com Website: www.konpakanpai.com
         
การวางแผนทางการเงิน
การวางแผนทางการเงิน
การจัดการงบการเงิน
การวางแผนรายได้
การวางแผนรายจ่าย
การวางแผนการเก็บออม
การวางแผนสภาพคล่อง
การวางแผนสินเชื่อ
การวางแผนประกันภัย
การวางแผนการศึกษาบุตร
การวางแผนเกษียณอายุ
การวางแผนภาษี
การวางแผนการลงทุน
การวางแผนมรดก
 
ประกันชีวิต
ประกันชีวิตคืออะไร
ประเภทของประกัยชีวิต
ทำไมต้องทำประกันชีวิต
ประโยชน์ของการประกันชีวิต
ความคุ้มครองที่ได้รับ
ความต้องการในแต่ละช่วงอายุ
แนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต
ขั้นตอนการทำประกันชีวิต
โครงการคุ้มครองรายได้และกองทุนมรดก
กองทุนเพื่อการศึกษา
กองทุนเกษียณอายุ
ประกันชีวิตเพื่อการลดหย่อนภาษี
ประกันชีวิตเพื่อการลงทุน
 
ประกันชีวิต
ประกันสุขภาพคืออะไร
แนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต
ประกันคุ้มครองสุขภาพ
ประกันชดเชยค่ารักษาพยาบาล
ประกันชดเชยรายได้
ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง
ประกันคุ้มครองอุบัติเหตุ
ประกันคุ้มครอง All In One
ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรงพิเศษ
ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA)
ตัวอย่างอัตราค่าห้องโรงพยาบาล
 
ประกันชีวิต
ประกันวินาศภัยคืออะไร
ประเภทของประกันวินาศภัย
ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
ประกันภัยที่อยู่อาศัย
ประกันภัยรถยนต์
ประกันภัยเบ็ดเตล็ด
 
การเงินและการลงทุน
สินทรัพย์ทางการเงินและการลงทุน
เงินฝากธนาคาร
กองทุนรวม
กองทุนรวม LTF RMF
ตราสารหนี้
ตราสารทุน
ตราสารอนุพันธ์
สินทรัพย์ทางเลือก
 
บริการอื่นๆ
ตารางมรณะไทยพื้นฐาน ปี 2560
บริการโอนย้าย และต่อทะเบียน
รายชื่อโรงพยาบาลคู่สัญญา บรืษัทประกันชีวิตและบรืษัทประกันวินาศภัย
ดาวน์โหลด โบรชัวร์ต่างๆ
 
 
การวางแผนการลงทุน
 
การวางแผนการลงทุน

          ในปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากค่อนข้างต่ำมากๆ เมื่อคำนวณกับอัตราเงินเฟ้อแล้ว ผลตอบแทนที่ได้จากดอกเบี้ยอาจจะถึงกับติดลบ ดังนั้นการฝากเงินไว้ในธนาคารเพียงอย่างเดียว จึงไม่อาจสร้างผลตอบแทนให้กับเราได้เหมือนก่อน เราจึงจำเป็นที่จะต้องหาช่องทางอื่นๆ เพื่อที่จะสร้างผลตอบแทนให้สูงขึ้น

          การวางแผนการลงทุนจึงเป็นอีกทางหนึ่ง ที่จะช่วยให้สินทรัพย์ที่เรามีอยู่นั้น สร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับเราได้ หลังจากที่เราได้วางแผนเป้าหมายในทุกๆด้าน ตามหลักการ วางแผนการเงิน ในเรื่องของปิรามิดทางการเงินเรียบร้อยแล้ว หากว่ายังมีเงินเหลือ เช่น หลังจากมีเงินสำรองฉุกเฉิน เงินเพื่อการศึกษาบุตร เงินออมเพื่อเกษียณ แล้วยังมีเงินเหลือในแต่ละเดือน ก็สามารถนำไปลงทุนเพิ่มได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลในเรื่องของการขาดทุนมากนัก เพราะเราได้มีแผนสำหรับเป้าหมายสำคัญๆไว้แล้วนั่นเอง ซึ่งจะมีผลในเรื่องของจิตวิทยาการลงทุน เพราะเราจะลงทุนแบบสบายๆ ไม่รีบร้อน ทำให้เราลงทุนผิดพลาดน้อยลงด้วย

ความหมายของการลงทุน

          หลายๆคนยังคิดว่าการลงทุน คือการนำเงินไปเล่นหุ้น เพื่อให้ได้กำไรสูงๆ ซึ่งก็ไม่ผิด แต่การลงทุนในหุ้น เป็นเพียงช่องทางหนึ่งจากหลายๆช่องทางในการลงทุน เพราะว่าการลงทุนที่แท้จริงก็คือ การที่เรานำเงินของเราไปสร้างผลตอบแทนในสินทรัพย์ทางการเงินและการลงทุนต่างๆ โดยคาดการณ์ว่าจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แล้วผลตอบแทนที่ได้นั้นคุ้มค่า

ความเสี่ยงในการลงทุน

          ก่อนที่จะเริ่มลงทุนใดๆก็ตาม สิ่งแรกที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อนก็คือ ความเสี่ยง เพราะความเสี่ยงนี้จะมีผลต่อโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น หรือโอกาสที่จะสูญเสียเงินลงทุนก็เป็นไปได้

          ดังนั้นความเสี่ยง จึงเป็นความไม่แน่นอน โดยความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เราจึงสามารถแบ่งประเภทของความเสี่ยงได้จากหลายๆมุมมอง แต่โดยภาพกว้างๆ เราสามารถแบ่งความเสี่ยงออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยมหภาค (Macro factors) เป็นความเสี่ยงที่ทำให้ราคาของหลักทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงไป และส่งผลกระทบในวงกว้าง เป็นความเสี่ยงที่เราไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าหรือหลีกเลี่ยงได้ ถึงแม้ว่าเราจะกระจายการลงทุนอย่างดีแล้วก็ตาม ซึ่งอาจเกิดขึ้นจาก ภาวะแวดล้อมภายนอกธุรกิจ ซึ่งแบ่งออกเป็น

    • Pervasive Risk หมายถึง ความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ลงทุนหรือไม่ อันได้แก่

      • Currency Risk ความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวน ของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ เกิดขึ้นเฉพาะกรณีการลงทุนข้ามประเทศ และเมื่อผู้ลงทุนประสงค์นำเงินกลับไปยังต้นทาง หรือโยกย้ายไปยังแหล่งลงทุนอื่น หากอัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ ผลตอบแทนรวมอาจลดลงหรือขาดทุน ทั้งที่การลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์นั้นมีกำไร ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ก็อาจกระทบทางตรงหรือ ทางอ้อมจากการแข็งหรือ อ่อนตัวของเงินด้วย เช่นบริษัทส่งออกหรือนำเข้าของสินค้า
      • Political Risk ความเสี่ยงทางการเมือง ทำให้เงื่อนไขในการลงทุนในประเทศ ต่างไปจากที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้เพราะเมื่อมีรัฐบาลใหม่ ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงิน นักลงทุนจึงมักระงับการลงทุน เพื่อรอดูท่าทีของรัฐบาลใหม่เสมอ
      • Purchasing Power Risk ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเมื่ออัตราเงินเฟ้อระดับสูงขึ้น อำนาจในการซื้อก็จะลดลง ในระดับที่ต่างจากระดับที่เคยคิดว่าจะเป็น ผลกระทบนี้มีความสำคัญต่อการลงทุนในระยะยาว เมื่ออัตราเงินเฟ้อระดับสูงขึ้น ดอกผลที่ผู้ลงทุนจะได้รับอาจไม่เพียงพอกับการครองชีพ
    • Systematic Risk หมายถึง ความเสี่ยงที่ไม่สามารถลดลงได้จากการกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ อันได้แก่

      • Interest rate risk ความเสี่ยงที่เกิดจากการแปรผันของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมักส่งผลต่อความกังวลของผู้ลงทุน เมื่ออัตราดอกเบี้ยขยับตัวสูงขึ้น และหากมีผู้ลงทุนมีความจำเป็นที่จะขายตราสาร ผู้ขายจะต้องลดราคาของตราสารนั้นลง และเกิดผลขาดทุนในที่สุด
      • Market risk ความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดโดยรวม ที่หลักทรัพย์ หรือ หุ้นทุกตัวต้องมีเป็นส่วนประกอบร่วมกัน เพียงแต่อาจมากหรือน้อย ซึ่งความเสี่ยงนี้จะตัดออกไปไม่ได้ แม้กระจายการลงทุนออกไปได้ดีแค่ใดก็ตาม
  2. ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากปัจจัยจุลภาค (micro factor)
    เป็นความเสี่ยงเฉพาะของหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ที่เราลงทุนไว้เท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับหลักทรัพย์อื่นๆ โดยจะส่งผลต่อยอดขายและราคาหุ้นของบางบริษัทเท่านั้น ซึ่งการกระจายการลงทุนที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงประเภทนี้ได้ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 

    • Unsystematic Risk ความเสี่ยงที่สามารถลดได้การกระจายการลงทุน

      • Sector risk เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากลักษณะเฉพาะของกลุ่มธุรกิจ หรือ อุตสาหกรรม ซึ่งอาจเปราะบางถูกกระทบได้ง่าย และ มีผลต่อราคาซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนควรตระหนักและเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน ความเสี่ยงมักเกิดขึ้นกับ

        • อุตสาหกรรมประเภทเสื่อมไปตามเวลา คือ วัตถุดิบหมดไปไม่สามารถสร้างทดแทนได้ในระยะสั้น เช่น เหมืองแร่ น้ำมัน
        • อุตสาหกรรมประที่ผลิตภัณฑ์มีราคาขึ้นลงตามวงจรราคาโลก เช่น ปิโตรเคมี
        • ธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์ ที่มีบริการเพียงไม่กี่ประเภท เช่น สายการบิน Software
      • Credit Risk หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากตัวบริษัทนั้นๆเองว่าจะจ่ายคืนหนี้ และ ปฎิบัติตามภาระผูกพันได้อย่างสมบรูณ์หรือไม่เพียงใด โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัท เช่น มีความเข้มแข็งทางฐานะความมั่นคงทางการเงินหรือไม่เพียงใด มีความสามารถในการบริหารและจัดการหรือไม่ มีความสามารถทำกำไรมากน้อยเพียงใด

การกระจายความเสี่ยง

การกระจายการลงทุน

          ผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น มักจะมาควบคู่กับ ความเสี่ยง ที่เพิ่มขึ้นเสมอ แต่เราสามารถจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้ด้วยการ จัดสัดส่วนการลงทุน (Assets Allocation) โดยแยกเงินลงทุนของเราไปลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท ดังกฎเหล็กการลงทุนที่ว่า “Don’t put all eggs in one basket” หรือแปลได้ว่า “อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว” ซึ่งเป็นหลักของ การกระจายความเสี่ยง (Diversification) นั่นเอง การกระจายด้วยการนำไข่ไปใส่ในหลายๆตะกร้า ก็เปรียบเสมือนกับการนำเงินลงทุน กระจายไปในการลงทุนหลายๆรูปแบบ เช่นหุ้น ตราสารหนี้ เงินฝาก เพราะเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันกับตะกร้าใบใดใบหนึ่ง อย่างน้อย เราก็ยังมีตะกร้าใบอื่นๆเหลืออยู่ ไม่ว่าจะจากตัวสินทรัพย์เอง หรือภาวะตลาดและเศรษฐกิจที่พลิกผัน อย่างน้อยผลกระทบที่คาดไม่ถึงก็จะถูกผ่อนหนักเป็นเบา และ ไม่เดือดร้อนจนเกินไป

          ในโลกของการลงทุน “ความเสี่ยงและผลตอบแทน” มักจะเกิดควบคู่กันเสมอ และหนทางเดียวที่จะสามารถจัดการความเสี่ยงในการลงทุน ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็คือ “การกระจายการลงทุน” จากผลงานวิจัยของ Harry Markowitz จะพบว่า สัดส่วนการลงทุน เป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน โดยมีสัดส่วนสูงถึง 94% ส่วนที่เหลืออีก 6% เป็นการคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุน และการจับจังหวะตลาด ซึ่งอาจจะให้ผลตอบแทนสูงเป็นครั้งคราวในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ว ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปิรามิดการลงทุน

          แนวทางการจัดสรรเงินลงทุนที่เป็นที่ยอมรับและใช้กันทั่วไป คือ การกระจายเงินลงทุนเป็นรูปปิรามิด หรือที่เรียกว่า ปิรามิดการลงทุน โดยจะจัดสรรเงินลงทุนส่วนใหญ่ไปในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ สามารถทำนายผลตอบแทนได้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล กองทุนตราสารระยะสั้น ตั๋วเงินคลัง เงินฝากธนาคาร ฯลฯ และจัดสรรเงินลงทุนส่วนน้อยหรือบางส่วนไปในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวม ฯลฯ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้เพิ่มขึ้น

ปิรามิดการลงทุน

          อย่างไรก็ตาม การกระจายความเสี่ยงนั้น ไม่ควรกระจายการลงทุนจนมากเกินไป เพราะนอกจากจะไม่สามารถดูแลพอร์ตได้อย่างทั่วถึงแล้ว ผลตอบแทนที่ได้ อาจจะถูกดึงให้ต่ำลง เนื่องจากสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ต่ำรวมอยู่มากเกินไป

          ในส่วนของผู้ลงทุนทั่วไปที่มีงบประมาณในการลงทุนที่จำกัด การกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นหลากหลายตัว หรือตราสารหนี้ที่ออกโดยหลากหลายบริษัท อาจจะเป็นเรื่องยาก การลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งจะมีการกระจายการลงทุนไปในหุ้นหลากหลายตัว หรือตราสารหนี้หลากหลายบริษัทอยู่แล้ว จึงถือเป็นการกระจายการลงทุนได้เป็นอย่างดี

ขั้นตอนการวางแผนการลงทุน

          ด้วยเหตุที่คนเรามีเป้าหมายในชีวิตแตกต่างกันตามช่วงระยะเวลาต่างๆของการดำเนินชีวิต เป้าหมายการเงินย่อมแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นวิธีการบรรลุเป้าหมายทางการเงินในแต่ละบุคคล จึงจำเป็นต้องวางแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายของแต่ละบุคคลด้วย ซึ่ง การวางแผนการลงทุนส่วนบุคคลประกอบไปด้วยขั้นตอนต่างๆดังนี้

          สำหรับหลายๆ คนที่คิดจะลงทุน แต่ยังไม่ทราบว่าจะเริ่มลงทุนอย่างไร ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน สิ่งแรกที่ควรทำความเข้าใจเสียก่อนก็คือ การรู้จักตัวเองในเรื่องต่างๆ เช่น

  1. เป้าหมายในการลงทุน ว่าเรามีเป้าหมายสำหรับการลงทุนๆ เพื่ออะไรบ้าง เช่น

    • เพื่อบริหารสภาพคล่อง
    • เพื่อการเกษียณอายุ
    • เพื่อเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุน
    • เพื่อสร้างรายได้ประจำ
    • เพื่อผลประโยชน์ทางภาษี
    • เพื่อผลตอบแทนจากการลงทุน
  1. อายุ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการที่จะนำไปพิจารณา ในการจัดพอร์ตการลงทุน ตามระดับความเสี่ยงที่จะสามารถยอมรับได้ เช่น หากเป็นวัยที่เริ่มต้นทำงาน อาจจะสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงได้ เนื่องจากหากผิดพลาดไป ยังสามารถที่จะมีเวลาในการเริ่มต้นใหม่ได้ ในขณะที่ผู้ที่ใกล้เกษียณ อาจจะไม่สามารถที่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงได้ เพราะหากการลงทุนมีปัญหาอาจกระทบกับความเป็นอยู่หลังเกษียณได้

ตัวอย่างการจัดพอร์ตการลงทุนตามอาย
Asset_Diversification
  1. อัตราความเสี่ยงที่เราสามารถยอมรับได้ เนื่องจากหากต้องการผลตอบแทนที่สูง ย่อมต้องมีความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย ดังนั้นการเลือกผลตอบแทนที่เหมาะสมกับเป้าหมาย จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

          และจากการลงทุนที่มีทั้งความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ต้องการ รวมทั้งเสี่ยงที่จะต้องสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดไป ดังนั้นจึงต้องถามตัวเองก่อนว่า ถ้าการลงทุนไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เรายอมรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน

    • ถ้าไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ต้องการจะมีผลกระทบทางการเงินหรือไม่
    • ถ้าต้องสูญเสียเงินต้นไปบางส่วนหรือทั้งหมดจะเดือดร้อนหรือไม่
    • เรามีเงินสำรองไว้ใช้เพียงพอหรือไม่ หากกรลงทุนไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
    • ถ้าลงทุนไปแล้วเราจะวิตกกังวลเกี่ยวกับการลงทุนหรือไม่

          ดังนั้น การประเมินระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่จะเริ่มลงทุน

แบบประเมินระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได

          ทางเลือกลงทุนและสัดส่วนการลงทุนแบบที่เหมาะสม ตามผลการการประเมินระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ จากการทำแบบประเมินความเสี่ยง

  • รับความเสี่ยงได้ต่ำ (Conservative)
    ยอมรับความผันผวนได้น้อย หรือแทบไม่ได้เลย การลงทุนส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นไปที่การพยายามรักษาเงินลงทุนให้ปลอดภัย

  • ยอมรับความเสี่ยงได้ปานกลาง (Moderate)
    ยอมรับความผันผวนได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องไม่มากเกินไป เพื่อแลกลับการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น และหวังให้เงินลงทุนบางส่วนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

  • ยอมรับความเสี่ยงได้สูง (Aggressive)
    ไม่กังวลกับความผันผวนที่เกิดขึ้นระหว่างการลงทุนเท่าใดนัก เพราะมุ่งหวังจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น รวมถึงโอกาสที่เงินลงทุนจะเติบโตเพิ่มขึ้น

ตัวอย่างการจัดสัดส่วนการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได
การจัดพอร์ตตามความเสี่ยง
    • ในช่วงเริ่มต้นหรือช่วงที่รู้สึกว่ายอมรับความเสี่ยงได้น้อย ควรจัดพอร์ตระมัดระวัง (Conservative) โดยการ

      • ลงทุนในหุ้นประมาณ 30%
      • ลงทุนในตราสารหนี้ 40%
      • เงินสด 30%
    • หลังจากนั้น เมื่อมีความชำนาญในการลงทุน และคุ้นเคยกับความผันผวนของผลตอบแทนมากขึ้นแล้ว ควรจัดพอร์ตปานกลาง (Moderate) โดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนเป็น

      • ลงทุนในหุ้น 50%
      • ลงทุนในตราสารหนี้ 30%
      • เงินสด 20%
    • และเมื่อมีเงินออมมากขึ้นหรือเป็นมืออาชีพแล้ว อาจจัดพอร์ตเชิงรุก (Aggressive) โดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนและลดสัดส่วนการถือครองเงินสด เป็น

      • ลงทุนในหุ้นเป็น 70%
      • ลงทุนในตราสารหนี้ 20%
      • และเงินสด 10%

          นอกจากที่เราจะกระจายความเสี่ยงตามสัดส่วนการลงทุนแล้ว ในแต่ละประเภทของสินทรัพย์ ก็ควรจะมีการกระจายความเสี่ยงเพิ่มเติมด้วยเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น

    • ในสัดส่วนของตราสารทุน ก็ควรมีการลงทุนในหุ้นหลายๆบริษัท กระจายตามหมวดอุตสาหกรรมต่างๆ
    • หรือในสัดส่วนของตราสารหนี้ ก็ควรจะมีการกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ หรือเงินฝากของหลายบริษัท หรือหลายธนาคาร
    • รวมไปถึงสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ เช่น สังหาริมทรัพย์ ทองคำซึ่งก็ควรมีการกระจายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หลายๆแห่ง หรือสินทรัพย์หลายประเภท เป็นต้น
  1. ระยะเวลาในการลงทุน เราต้องมีระยะเวลาที่เพียงพอ ที่จะทำให้จำนวนเงินที่เรานำมาลงทุนนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนให้เราได้ ยิ่งหากเราต้องการผลตอบแทนที่สูง เราจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาในการลงทุนที่ยาวนานกว่า เพื่อลดระดับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนนั้น

                    ภาพจาก www.set.ro.th
 
รู้จักสินทรัพย์ในการลงทุน

          สิ่งต่อมาที่จำเป็นต้องรู้จักก็คือ สินทรัพย์ในการลงทุน หลังจากที่เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้นแล้ว สิ่งต่อไปก็คือต้องทำความรู้จักกับสิ่งที่จะลงทุนด้วย เพราะทุกวันนี้นอกจากเงินฝากธนาคาร ที่เราคุ้นเคยกันดีแล้ว ยังมีทางเลือกลงทุนให้เลือกมากมาย เพื่อที่จะตอบสนองให้ตรงกับเป้าหมายในการลงทุนให้มากที่สุด ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

  • ตลาดเงิน
    เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด หรือแทบที่จะไม่มีความเสี่ยงใดๆเลย อีกที้งยังมีสภาพคล่องที่สูงมากอีกด้วย เช่น เงินฝากธนาคาร ตั๋วสัญญาใช้เงินต่างๆ

  • ตราสารหนี้
    เป็นการลงทุนในฐานะของเจ้าหนี้ ในธุรกิจหรือสถาบันการเงินที่ออกตราสารนั้นๆ โดยมีระยะเวลาและผลตอบแทนที่กำหนดไว้ค่อนข้างแน่นอน ดังนั้นความเสี่ยงจึงค่อนข้างต่ำ แต่ผลตอบแทนก็จะต่ำตามไปด้วย

  • ตราสารทุน
    เป็นการลงทุนในฐานะของการเข้าร่วมเป็นเจ้าของกิจการ ดังนั้นผู้ลงทุนจึงต้องรับผิดชอบเสมือนหนึ่งว่าเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆด้วย ไม่ว่าในเรื่องของผลกำไร หรือขาดทุนของกิจการ ผลตอบแทนจึงไม่แน่นอน ดังนั้นความเสี่ยงจึงค่อนข้างสูงถึงสูงมาก แต่ก็ชดเชยด้วยโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงตามมา

  • ตราสารอนุพันธ์ เป็นการลงทุนในสัญญาที่จะมีการซื้อขายสินค้าโดยการกำหนดปริมาณ ราคา หรือคุณภาพไว้ล่วงหน้า โดยมีการอ้างอิงกับราคาของหลักทรัพย์อ้างอิงในตลาด เช่น ทองคำ หุ้น น้ำมัน เป็นต้น

  • สินทรัพย์ทางเลือกต่างๆ
    เป็นการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่หลากหลาย นอกจากตราสารที่มีการซื้อขายกันในตลาดการเงิน เช่น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ น้ำมัน ของสะสมค่างๆ

          เมื่อเราทราบ เป้าหมาย ความเสี่ยงที่เราสามารถยอมรับได้ และสินทรัพย์การลงทุนประเภทต่างๆแล้ว จึงมาเลือกประเภทของสินทรัพย์ในการลงทุน เพื่อให้เหมาะสมกับเป้าหมายที่เราต้องการ เช่น

  • เพื่อบริหารสภาพคล่อง เครื่องมือที่เหมาะสมคือการฝากธนาคาร หรือกองทุนรวมตลาดเงิน ซึ่งมีสภาพคล่องที่สุด
  • หากต้องการผลตอบแทนเพียงเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ โดยที่เงินลงทุนยังคงอยู่ อาจจะเลือกหุ้นกู้ของบริษัทที่น่าเชื่อถือ หรือพันธบัตรรัฐบาล
  • หากต้องการรายได้ประจำ เครื่องมือที่เหมาะสมคือ กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่จ่ายเงินหลังเกษียณเป็นรายงวด
  • หากต้องการผลตอบแทนที่สูงจากการลงทุน เครื่องมือที่เหมาะสม เช่น กองทุนรวมหุ้น หรือหุ้นรายตัวก็ได้
 
ความเสี่ยงและผลตอบแทนการลงทุน
ภาพจาก www.set.ro.th
 
การจัดพอร์ตการลงทุน

          การจัดทำแผนการลงทุน เป็นการนำข้อมูลข้างต้นมาเขียนเป็นแผนการลงทุนเพื่อ ใช้เป็นแนวทางในการลงทุนหรือแผนในการลงทุน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการลงทุน ทั้งในเรื่องระยะเวลาและผลตอบแทน อย่างไรก็ดีการลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องมี การสร้างพอร์ตลงทุนที่เหมาะกับตนเอง ซึ่งพอร์ตการลงทุนที่ดี ควรมีลักษณะดังนี้

  1. ต้องกระจายความเสี่ยงอย่างสมดุล
    ไม่ควรทุ่มเงินลงทุนเพื่อการลงทุนรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งทั้งหมด โดยใช้หลักการกระจายการลงทุน (Asset Allocation)

  2. มีความยืดหยุ่น
    แผนการลงทุนที่ดีนั้น ต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป โดยสิ่งสำคัญก็คือ ต้องหมั่นติดตาม ประเมิน และทบทวนแผนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอตามสถานการณ์

  3. มีสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายที่ตั้งไว้
    มีความสมดุลกันระหว่างการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างที่แน่นอน กับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจให้ผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน ตามสัดส่วนที่ได้จากการจัดสัดส่วนตามความเสี่ยง

  4. ไม่หลากหลายหรือกระจัดกระจายมากเกินไป
    เพราะจะทำให้ยากในการติดตามราคาและข่าวสารเกี่ยวกับทางเลือกการลงทุนนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องมีพอร์ตลงทุนแค่พอร์ตเดียว แต่อาจมีหลายพอร์ตตามวัตถุประสงค์ของการลงทุนของเงินก้อนนั้น ซึ่งสัดส่วนการลงทุนในแต่ละพอร์ตอาจแตกต่างกันไปตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และระดับอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลงทุนนั้นๆ

จัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับวัย

          เรื่องของอายุของผู้ที่จะลงทุนนั้น นับเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดสรรเงินลงทุน นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงตัวแปรอีกหลายอย่าง ที่มีผลกระทบต่อการจัดสรรเงินลงทุนของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นสถานภาพทางการเงิน วัตถุประสงค์การลงทุน ระยะเวลาในการลงทุน อาชีพ หน้าที่การงาน ไปจนถึงภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ

          แนวทางในจัดพอร์ตการลงทุนอย่างมีแบบแผนและสอดรับกับวัย และความเสี่ยงในแต่ละวัยของตัวเอง เพื่อจะได้นำไปสู่เส้นทางแห่งความมั่งคั่งในที่สุด

วัยเริ่มต้นทำงาน อายุ 21 - 30 ปี

          วัยเริ่มต้นทำงาน อายุ 21 - 30 ปี เป็นวัยที่ได้เปรียบในการออมและการลงทุนมากที่สุด เพราะยังไม่มีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากนัก มีเวลาและกำลังในการหารายได้อีกนาน จึงสามารถจัดสรรเงินไปลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงสูงอย่างหุ้นได้ถึง 90% โดยหุ้นที่เลือกลงทุน ควรเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคงทางการเงิน มีเงินปันผลที่น่าพอใจ และมีโอกาสเติบโตในอนาคต ส่วนอีก 10% ที่เหลือควรเก็บไว้ในรูปของเงินฝากและตราสารหนี้ต่างๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ที่มีความปลอดภัยของเงินต้นสูง และได้อัตราดอกเบี้ยที่แน่นอน

วัยสร้างครอบครัว อายุ 31 - 40 ปี

          วัยสร้างครอบครัว อายุ 31 - 40 ปี เป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุดในชีวิต และเป็นช่วงที่การเงินค่อนข้างจะตึงเครียดกว่าช่วงอื่นๆ แม้หน้าที่การงานจะเริ่มมั่นคง รายได้เพิ่มสูงขึ้น แต่ภาระค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะอยู่ในช่วงที่กำลังสร้างครอบครัว แต่งงาน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ เมื่อมีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก็น้อยลง ผู้ที่อยู่ในวัยนี้จึงควรลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงเหลือเพียง 50% ขณะเดียวกันก็เพิ่มสัดส่วนของเงินฝากและตราสารหนี้ให้มากขึ้น เพื่อปรับสมดุลของความเสี่ยง

วัยปึกแผ่นมั่นคง อายุ 41 - 55 ปี

          วัยปึกแผ่นมั่นคง อายุ 41 - 55 ปี เป็นช่วงที่ชีวิตมีหลักฐานมั่นคงที่สุด ฐานเงินเดือนสูงขึ้น แม้จะยังมีภาระทางการเงินอยู่ แต่ก็ผ่อนคลายลงไปมาก ไม่เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ หากเก็บออมและลงทุนอย่างมีวินัยมาตั้งแต่ต้น ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่ครอบครัวและฐานะทางการเงินดี มีความสมดุลที่สุดในทุกๆ ด้าน แต่เนื่องจากวัยที่เริ่มมากขึ้น มีเวลาหารายได้เหลืออีกไม่กี่ปี การลงทุนของคนวัยนี้จึงเน้นให้นำเงิน 70% ไปไว้ในที่ปลอดภัยอย่างเงินฝากและตราสารหนี้ ส่วนที่เหลืออีก 30% ให้แบ่งมาลงทุนในหุ้นระยะยาว เพื่อเพิ่มพูนเงินออมและเงินลงทุนให้มากขึ้น นอกเหนือจากดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับ

วัยเกษียณ อายุ 55 ปี ขึ้นไป

          วัยเกษียณ อายุ 55 ปี ขึ้นไป เป็นช่วงที่บางคนไม่มีรายได้จากการทำงานแล้ว ขณะที่บางคนก็เหลือเวลาหารายได้อีกไม่เกิน 5 ปี ในช่วงนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ได้ด้วยเงินสะสมของตนเอง แม้ค่าใช้จ่ายบางอย่างจะลดลง แต่ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้นตามวัยและสุขภาพ เงินออมเกือบทั้งหมดในชีวิตจึงควรอยู่ในรูปของเงินฝากและตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ใช่ว่าคนวัยนี้จะลงทุนในหุ้นไม่ได้ หากใครมีทรัพย์สินเงินทองเก็บออมไว้มากพอ ก็อาจจัดสรรเงินไม่เกิน 10% ไปลงทุนในหุ้น เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น ถึงแม้จะผิดพลาดเกิดสูญเงินก้อนนี้ไป ก็คงไม่กระทบฐานะการเงินโดยรวมมากนัก

          ตัวอย่างที่ยกมาเป็นเพียงแนวทางคร่าวๆ สำหรับการลงทุนให้เหมาะกับช่วงวัยของคุณเท่านั้น คุณสามารถที่จะปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้เหมาะกับเงื่อนไขและข้อจำกัดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินลงทุน ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และผลตอบแทนที่คาดหวัง เพื่อให้มีพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวคุณเองมากที่สุด

 
การนำแผนการลงทุนไปปฏิบัติ

          การนำแผนการลงทุนไปปฏิบัติ เมื่อเราทราบว่าจะลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง อย่างละเท่าไหร่ แล้ว ต้องดำเนินการตามแผนทันที เนื่องจากหากยังระยะเวลาที่เนินนานไป ย่อมหมายถึงผลตอบแทนที่จะได้น้อยลงไปด้วย

การทบทวนและปรับปรุงแผนการลงทุน

          ทบทวนและปรับปรุงแผนการลงทุนอยู่เสมอ เป็นการเฝ้าติดตามการลงทุน และประเมินผลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของสินทรัพย์นั้นๆมากขึ้น อีกทั้งยังลดความเสี่ยง หากเกิดสัญญาณที่ไม่ดี ก็จะได้วางแผนปรับพอร์ตการลงทุนต่อไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่เราลงทุน

ผลตอบแทนจากการลงทุน

          การลงทุนมีความสัมพันธ์กับด้านผลตอบแทน และความเสี่ยง การที่คนเราลงทุนก็เพราะเราคาดหวังจะได้รับผลตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ แต่บางครั้งไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย จึงต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย ผลตอบแทนจากการลงทุน มีหลายรูปแบบได้แก่ 

  1. รายได้ตามปกติ (Current income) รายได้ตามปกติได้แก่ ดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ในกรณีที่ลงทุนในพันธบัตรหรือลงทุนในหุ้นต่าง ๆ ซึ่งกำหนดเวลาก็จะได้รับดอกเบี้ยหรือเงินปันผลตามที่บริษัทระบุไว้ 

  2. กำไรจากการซื้อขายหุ้น (Capital gains) ในกรณีของหุ้นสามัญที่ลงทุนไว้มีราคาสูงขึ้น ซึ่งเมื่อขายออกไปแล้วจะได้กำไร

  3. ค่าเช่า (Rent) ในการลงทุนซื้อทรัพย์สินโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกอสังหาริมทรัพย์ เช่นที่ดิน บ้าน อพาร์ตเมนท์ ที่อยู่อาศัย เมื่อนำไปให้ผู้อื่นเช่าก็จะมีรายได้ ค่าเช่าเป็นรายได้ที่คืนมาสู่เจ้าของ

  4. ผลตอบแทนอื่น ๆ (Others) เช่นการซื้อหุ้นสามัญก็จะมีสิทธิในหารออกกเสียงเลือกคณะกรรมการของบริษัท และถ้าถือหุ้นไว้มากก็จะมีโอกาสจะได้รับเลือกเป็นผู้บริหารซึ่งสามารถกำหนดนโยบายของบริษัทได้ หรือสิทธิในการซื้อขายหุ้นใหม่ได้ในราคาพิเศษ เป็นต้น

           ในการคำนึงถึงผลตอบแทนควรถามตัวเองว่า ผลตอบแทนที่ต้องการได้รับนั้นควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ โดยจะต้องคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อไว้ด้วย เพราะเงินเฟ้อย่อมมีผลกระทบต่อผลตอบแทนในการลงทุน ดังนั้นในการพูดถึงเรื่องผลตอบแทน ควรให้ความสนใจในกับ Real rate of return มากกว่า Nominal rate of return

            Real rate of return คือ ผลตอบแทนแท้จริงทีจะได้รับ โดยได้คำนึงถึงเรื่องเงินเฟ้อส่วน Nominal rate of return เป็นผลตอบแทนที่เสนอให้หรือให้ตามที่บริษัทประกาศไว้ สมมติว่า การลงทุนครั้งนี้เสนอให้ผลตอบแทนที่ประกาศไว้ 10 % และมีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นปีละ 6 % ดังนั้นผลตอบแทนแท้จริงที่ได้รับ จะเป็นแค่ 4 % เท่านั้น 

           นอกจากนี้ในการลงทุน ผู้ลงทุนต้องคำนึงถึงในเรื่อง ดอกเบี้ยของดอกเบี้ยที่จะได้รับด้วย โดยคำนึงถึงดอกเบี้ยทบต้น เช่น ในการลงทุนการซื้อพันธบัตร ซึ่งให้ดอกเบี้ยประจำทุก ๆ งวด และจะได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดหากนำดอกเบี้ยได้รับไปใช้จ่าย ผลตอบแทนทีจะได้รับ ก็จะเท่ากับอัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในพันธบัตรนั้น แต่ถ้าหากนำดอกเบี้ยที่ได้รับในแต่ละงวดไปลงทุนต่อ ดอกเบี้ยดังกล่าวจะกลายเป็นเงินต้นของงวดถัดไปตามหลักของดอกเบี้ยทบต้น ก่อให้เกิดดอกผลตามมา ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดเวลาก็จะได้รับเงินต้นคืนพร้อมผลตอบแทนได้อีกมาก ซึ่งสรุปแล้วก็คือ อัตราผลตอบแทนได้รับจริงจะสูงกว่าที่ได้ประกาศไว้ เพียงแต่มีข้อแม้ว่าเราจะต้องนำดอกผลที่ได้รับไปลงทุนใหม่อย่างส่ำเสมอเท่านั้น

 

 
google
facebook
 
QR Code Line konpakanpai
line_addfriends_konpakanpai
 
รับสมัครตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ
รับสมัครตัวแทนประกันวินาศภัย ศรีกรุงโบรคเกอร์
ประกันรถยนต์กับศรีกรุงโบรคเกอร์
724 Insure
 
ยินดีให้คำปรึกษากรมธรรม์ประกันชีวิต
 
 
 
 
 
line
ผู้เอาประกันควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัย ผลประโยชน์ เงื่อนไข ความคุ้มครองโดยละเอียดให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
line
คนประกัน รับทำประกันภัยทุกชนิด
line
หน้าแรก  |  ผลิตภัณฑ์  |  ข่าวสารข้อมูล |  สาระความรู้ | ติดต่อเรา   
line
เว็บไซต์นี้มิใช่เว็บไซต์ของ บริษัท เอไอเอ จำกัด แต่เป็นเว็ปไซต์์ตัวแทนประกันชีวิตของเอไอเอ (ตัวแทนประกันชีวิต) บริษัท เอไอเอ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ต่อเว็บไซต์นี้
บริษัท เอไอเอ จึงไม่ต้องรับรอง และไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นทั้งทางแพ่งและทางอาญาจากการใช้เว็บไซต์นี้ เว็บไซต์นี้มิให้ถือเป็นคำเสนอหรือการชักชวนให้ซื้อผลิตภัณท์เกี่ยวกับการ ประกันภัยในประเทศใด ๆ ต่อบุคคลใด ๆ ที่ไม่มีสิทธิตามกฎหมายในการกระทำดังกล่าวในประเทศนั้น ๆ หากเกิดความเสียหายใด ๆ ต่อบุคคลใด ๆ อันเนื่องจากเว็บไซต์นี้
Copyright © 2012 All Rights Reserved. by Konpakanpai     Tel. 094-5426619    Email : konpakanpai@gmail.com