header คนประกันภัย
หน้าแรกสินค้าและบริการข่าวสารข้อมูลสาระความรู้ติดต่อเรา
"คนประกันภัย" เราเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และรับทำประกันภัยทุกประเภทอย่างครบวงจร นึกถึงการวางแผนทางการเงินและชีวิต นึกถึงเรา"คนประกันภัย" โทร. 094-5426619 Email: konpakanpai@gmail.com Website: www.konpakanpai.com
         
การวางแผนทางการเงิน
การวางแผนทางการเงิน
การจัดการงบการเงิน
การวางแผนรายได้
การวางแผนรายจ่าย
การวางแผนการเก็บออม
การวางแผนสภาพคล่อง
การวางแผนสินเชื่อ
การวางแผนประกันภัย
การวางแผนการศึกษาบุตร
การวางแผนเกษียณอายุ
การวางแผนภาษี
การวางแผนการลงทุน
การวางแผนมรดก
 
ประกันชีวิต
ประกันชีวิตคืออะไร
ประเภทของประกัยชีวิต
ทำไมต้องทำประกันชีวิต
ประโยชน์ของการประกันชีวิต
ความคุ้มครองที่ได้รับ
ความต้องการในแต่ละช่วงอายุ
แนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต
ขั้นตอนการทำประกันชีวิต
โครงการคุ้มครองรายได้และกองทุนมรดก
กองทุนเพื่อการศึกษา
กองทุนเกษียณอายุ
ประกันชีวิตเพื่อการลดหย่อนภาษี
ประกันชีวิตเพื่อการลงทุน
 
ประกันชีวิต
ประกันสุขภาพคืออะไร
แนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต
ประกันคุ้มครองสุขภาพ
ประกันชดเชยค่ารักษาพยาบาล
ประกันชดเชยรายได้
ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง
ประกันคุ้มครองอุบัติเหตุ
ประกันคุ้มครอง All In One
ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรงพิเศษ
ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA)
ตัวอย่างอัตราค่าห้องโรงพยาบาล
 
ประกันชีวิต
ประกันวินาศภัยคืออะไร
ประเภทของประกันวินาศภัย
ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
ประกันภัยที่อยู่อาศัย
ประกันภัยรถยนต์
ประกันภัยเบ็ดเตล็ด
 
การเงินและการลงทุน
สินทรัพย์ทางการเงินและการลงทุน
เงินฝากธนาคาร
กองทุนรวม
กองทุนรวม LTF RMF
ตราสารหนี้
ตราสารทุน
ตราสารอนุพันธ์
สินทรัพย์ทางเลือก
 
บริการอื่นๆ
ตารางมรณะไทยพื้นฐาน ปี 2560
บริการโอนย้าย และต่อทะเบียน
รายชื่อโรงพยาบาลคู่สัญญา บรืษัทประกันชีวิตและบรืษัทประกันวินาศภัย
ดาวน์โหลด โบรชัวร์ต่างๆ
 
 
การจัดการงบการเงิน
 
การจัดการงบเงิน

          การวางแผนการเงินส่วนบุคคลนั้น การเริ่มต้นที่สำคัญคือการรวบรวมข้อมูลทางการเงินที่เรามีอยู่ ณ.ปัจจุบัน เพื่อนำมาวิเคราะห์สถานะทางการเงินของแต่ละบุคคล โดยผ่านเครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า "งบการเงินส่วนบุคคล"

          งบการเงินส่วนบุคคลคือ ข้อมูลทางการเงินที่แสดงให้ทราบถึงสถานภาพ และความแข็งแกร่งทางการเงินของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จากกิจกรรมทางการเงินด้านต่างๆ เช่น รายรับ รายจ่าย ทรัพย์สิน หนี้สิน การออม การลงทุน ซึ่งงบการเงินส่วนบุคลนี้จะช่วยให้เราทราบได้ว่า เรามีปัญหาทางการเงินด้านใดหรือไม่  หากมีจะได้ทำการป้องกันหรือแก้ไขได้ทันท่วงที

           ซึ่งงบการเงินส่วนบุคคลที่นำมาเพื่อวิเคราะห์สถานภาพทางการเงินมีอยู่ 2 ประเภท คือ

  1. งบกระแสเงินสดส่วนบุคคล (Personal Statement of Cash Flows)
  2. งบดุลส่วนบุคคล (Personal Balance Sheet)
 งบรายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล

          การจัดทำงบการเงินส่วนบุคคล สิ่งแรกที่เราต้องใส่ใจคือเรื่อง รายรับ- รายจ่าย ซึ่งเป็นงบการเงินพื้นฐาน เพื่อที่จะได้ทราบว่ารายได้เรามาจากทางใดบ้าง และมีการนำไปใช้จ่ายในด้านใดบ้าง

ประเภทของรายได้

          เรื่องรายได้นับเป็นเรื่องที่สำคัญในการดำรงชีวิตของเราทุกคน  เพราะรายได้ที่ได้มานั้นแสดงถึงอำนาจในการจับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้าหรือบริการ เพื่อตอบสนองต่อการดำรงชีวิตของเรา ซึ่งรายได้มีแหล่งที่มาคือ

  1. รายได้จากงานประจำ (Active Income) เป็นรายได้ที่เกิดจากการทำงานโดยตรง โดยใช้กำลังกาย กำลังสมอง และเวลา เพื่อแลกกับค่าตอบแทนที่จะได้รับ เช่น
    • เงินเดือน สำหรับพนักงานประจำ
    • ค่านายหน้า หรือค่าคอมมิชชั่น สำหรับนายหน้า หรือตัวแทนต่างๆ

          ซึ่งถ้าเราไม่ได้ทำงานแล้ว รายได้นี้ก็จะหยุดทันที แต่คนส่วนใหญ่จะยังชอบรายได้ประเภทนี้ เพราะเป็นรายได้ที่เห็นชัด และได้เร็ว เพราะได้ทันที่ เช่น พนักงานหรือลูกจ้างบริษัท ข้าราชการ หรือ องค์กรต่างๆ ค้าขาย หรือธุรกิจอิสระ เช่น หมอ วิศวกร นายหน้า หรือรับจ้างทั่วไป

  1. รายได้จากทรัพย์สิน (Passive Income) เป็นรายได้ที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานโดยตรง แต่จะเกิดจากการลงทุน หรือซื้อทรัพย์สิน แล้วให้ทรัพย์สินนั้นทำงานสร้างรายได้ให้เราอีกที เช่น
    • รายได้จากค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าที่ดิน
    • รายได้จากเงินปันผล
    • รายได้จากดอกเบี้ยต่างๆ

         ซึ่งรายได้ประเภทนี้ แม้ว่าเราจะหยุดทำงาน รายได้ของเราก็ยังคงอยู่ ตราบใดที่ทรัพย์สิน หรือการลงทุนนั้นยังอยู่

          จากการรวบรวมรายได้แหล่งที่มาทั้ง 2 แหล่งนี้แล้ว ถ้ารายได้จากทรัพย์สินมีสัดส่วนที่มากกว่า รายได้จากงานประจำ ยิ่งมากเท่าไหร่แล้ว โอกาสที่จะมีอิสรภาพทางการเงินย่อมสูงกว่า

ประเภทของรายจ่าย

          สิ่งที่ตามมาหลังจากมีรายได้ ก็คือ จะมีรายจ่ายตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรายจ่ายนี้ มีทั้งรายจ่ายที่จำเป็น และรายจ่ายที่เกิดจากความต้องการส่วนตัว ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  1. รายจ่ายคงที่ เป็นรายจ่ายที่เราต้องจ่ายแน่นอน ทุกเดือนหรือทุกปี ซึ่งรายจ่ายประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายเพื่อซื้อทรัพย์สิน หรือรายจ่ายเพื่อการดูแลบุคคลในครอบครัว เช่น
    • ค่าผ่อนบ้าน
    • ค่าผ่อนรถ ผ่อนสินค้าต่างๆ
    • ค่าดูแลบิดามารดา เป็นต้น

              โดยรายจ่ายประเภทนี้ เป็นรายจ่ายที่คงที่ ไม่ว่ารายได้จะเป็นเช่นไร  แต่ราเสามารถที่จะบริหารหนี้บางอย่างให้ระยะเวลาสั้นลงได้

  2. รายจ่ายผันแปร เป็นรายจ่ายเกิดขึ้นไม่แน่นอนทั้งจำนวนครั้งที่เกิด หรือจำนวนค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ เราจึงไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งส่วนใหญ่ค่าใช้จ่ายส่วนนี้มักจะเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น
    • ค่าใช้จ่ายในบ้าน
    • ค่าน้ำมันรถ/ค่าเดินทาง
    • ค่าน้ำ ค่าไฟ
    • ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยต่างๆ เป็นต้น

              แต่รายจ่ายประเภทนี้ เราสามารถบริหารจัดการได้โดยการจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย เพื่อที่จะได้ทราบถึงพฤติกรรมในการใช้จ่ายของตนเอง ซึ่งจะช่วยในการวางแผนที่จะลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง

  3. รายจ่ายเพื่อการออม  หลายๆคนมักจะเข้าใจผิดว่า จะต้องมีรายได้ให้มากกว่ารายจ่ายเสียก่อน จึงจะเริ่มเก็บออม คนส่วนใหญ่จึงจะพยามหารายได้ให้มากขึ้น หรือพยายามใช้จ่ายให้น้อยลง แต่อย่างไรเสียก็ยังไม่มีเงินออมที่มากพอดังที่ตั้งใจไว้ เพราะตราบใดที่มีรายได้เพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ก็ตาม มักจะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นตามมาด้วยทุกครั้ง

          ซึ่งการบริหารเงินออมที่ได้ผลก็คือ การจ่ายเป็นค่าใช้จ่าสำหนับเงินออมก่อน เพื่อไว้ใช้ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น เงินเก็บยามเกษียณ เงินเก็บเพื่อเป็นทุนการศึกษาบุตร เป็นต้น โดยนำไปเก็บไว้ในสินค้าทางการเงินต่างๆ เช่น

  • บัญชีออมทรัพย์
  • กองทุนรวม
  • หุ้น เป็นต้น

        เราจึงต้องจ่ายเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินออมก่อน หลังจากที่มีรายได้เข้ามา เหลือเท่าไหร่แล้วจึงนำไปใช้จ่ายในเรื่องอื่นๆ ดังสมการด้านล่างนี้

สมการทางการเงิน
 
สัดส่วนของรายจ่ายต่างๆ ควรเป็นดังนี้
รายจ่ายประจำ     รายจ่ายผันแปร   รายจ่ายเพื่อการออม
<45%                 <45%                   >10%   

          จากการคำนวณสัดส่วนรายจ่ายดังกล่าวขั้นต้นแล้ว พบว่า

    • รายจ่ายคงที่สูงกว่ามาตรฐาน นั่นอาจเป็นเพราะเรามีภาระทางการเงินที่ต้องรับผิดชอบค่อนข้างสูง จำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องของการสร้างหนี้ในอนาคตด้วย และอาจจำเป็นต้องทำการป้องกันการสูญเสียรายได้ในอนาคตด้วย ซึ่งอาจจะทำให้ต้องเดือนร้อนได้ หากต้องขาดรายได้บางส่วนไป
    • ถ้ารายจ่ายผันแปรสูงกว่ามาตรฐาน นั้นแสดงว่าเราอาจเป็นคนที่ฟุ่มเฟือย ที่มีรายจ่ายที่ไม่จำเป็นค่อนข้างสูง จำเป็นต้องพิจารณาลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง เพื่อให้มีเงินออมเพิ่มขึ้น
    • หากมีสัดส่วนเงินออมมากกว่ามาตรฐานแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่จะมีโอกาสที่จะมีอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้น
 
งบกระแสเงินสด
 
 
 งบดุลส่วนบุคคล

          เป็นรายการที่แสดงถึงสถานะทางการเงิน ณ.เวลาใดเวลาหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับบรรดาสินทรัพย์ที่ทีอยู่ และหนี้สินที่ต้องชำระคืนเพื่อที่จะได้ทราบถึงสินทรัพย์ที่เป็นของเราจริงๆ

ประเภทของสินทรัพย์

          สินทรัพย์ คือสิ่งที่เราสามารถใช้ประโยชน์ หรือหาประโยชน์จากตัวสินทรัพย์นั้นๆได้ ซึ่งมีทั้งสินทรัพย์ที่มีตัวตน เช่น บ้าน ที่ดิน และสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิต่างๆ โดยสามารถแบ่งได้เป็น

  1. สินทรัพย์สภาพคล่อง เป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่สามารถนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ทันที ซึ่งส่วนใหญ่เราต้องการเก็บไว้เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน หรือสำหรับที่ต้องใช้ประจำวัน เท่านั้น และเนื่องจากสินทรัพย์ประเภทนี้จะต้องมีความสะดวกในการนำออกมาใช้ จึงทำให้ผลตอบแทนที่ได้ค่อนข้างต่ำ เช่น
    • การฝากออมทรัพย์
    • การฝากประจำ
    • การลงทุนในกองทุนตลาดเงิน เป็นต้น

              ในเมื่อได้รับผลตอบแทนที่ตำ จึงไม่ควรมีทรัพย์สินประเภทนี้มากเกินไป โดยทั่วไปควรเก็บไว้ 6-12 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำต่อเดือนเท่านั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาสทางในการได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม

  2. สินทรัพย์ส่วนตัว เป็นสินทรัพย์ที่มีไว้เพื่อความสุขกาย สบายใจของเราและครอบครัว ไม่ได้ต้องการหาประโยชน์ หรือผลตอบแทนจากสินทรัพย์ประเภทนี้ เช่น
    • บ้าน คอนโด (ที่อยู่อาศัย)
    • รถยนต์ ที่มีไว้ใช้งาน
    • เครื่องประดับ

              เนื่องจากสินทรัพย์ประเภทนี้ มีไว้ใช้สอยเพื่อความสะดวกสบายของเรา และคนในครอบครัว ดังนั้นจึงไม่มีค่าในทางเศรษฐกิจ การมีสินทรัพย์ประเภทนี้จึงควรมีแค่เพียงพอต่อการใช้งานตามสภาพความเป็นอยู่ หรือสถานภาพในสังคมเท่านั้น

  3. สินทรัพย์เพื่อการลงทุน เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนจากตัวสินทรัพย์นั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผล ผลกำไรต่างๆ เป็นการสร้างผลตอบแทนที่ตอบสนองต่อเป้าหมายทางการเงินต่างๆ เช่น เป้าหมายการเกษียณ เป้าหมายการสร้างความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น สินทรัพย์ประเภทนี้ เช่น
    • อสังหาริมทรัพย์
    • กรมธรรม์บำนาญ
    • กองทุนรวม
    • ที่ดิน (เก็งกำไร)
    • หุ้น
    • ทองคำแท่ง เป็นต้น

              ดังนั้นหากเรามีสินทรัพย์ประเภทนี้ในสัดส่วนที่สูง จะเป็นการสร้างรายได้แบบ Passive Income ที่ต่อเนื่อง ถือเป็นการสร้างอิสรภาพทางการเงินจากทรัพย์สินที่มี

ประเภทของหนี้สิน

          การมีหนี้สินเป็นสิ่งที่หลานๆคนไม่ต้องการ แต่การมีหนี้สินนั้นมีทั้งหนี้สินที่ดี คือหนี้สินที่ช่วยให้เราสามารถสร้างทรัพย์สินได้เร็วขึ้น ส่วนหนี้สินที่ไม่ดี และไม่ควรมี ก็คือหนี้สินที่เกิดจากการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ซึ่งไม่ได้สร้างทรัพย์สินใดๆ กลับทำให้ความมั่งคั่งต่ำลงไปด้วยซ้ำ ซึ่งหนี้สินสามารถแบ้งออกได้เป็น

  1. หนี้สินระยะสั้น เป็นหนี้สินที่มีกำหนดระยะเวลาในการกู้ยืมไม่เกิน 1 ปี เช่น
    • หนี้บัตรเครดิต
    • เงินกู้นอกระบบ
    • สินเชื่อส่วนบุคคล
    • หนี้เบิกเงินเกินบัญชี ที่นำมาใช้สร้างธุรกิจ
    • หนี้ภาษีที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ เป็นต้น
    • หนี้ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ

              จะเห็นได้ว่า หนี้ระยะสั้นนั้นมีทั้งหนี้ที่ดี และหนี้ที่ไม่ดี หนี้ที่ไม่ดีส่วนใหญ่เกิดจาการขาดวินัยทางการเงิน ดังนั้นการจำดูว่าดีหรือไม่ต้องดูถึงรายละเอียดของการเป็นหนี้ด้วย

  2. หนี้สินระยะยาว เป็นหนี้สินที่มีกำหนดระยะเวลาในการใช้คืนตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ที่เกิดจากการเป็นหนี้ เพื่อสร้างทรัพย์สินต่างๆ เช่น
    • หนี้ค่าผ่อนบ้าน
    • หนี้ค่าผ่อนรถ
    • หนี้ที่นำมาใช้ในการประกอบธุรกิจ หรือสร้างธุรกิจ เป็นต้น
 
งบดุลส่วนบุคคล
 
 
 อัตราส่วนทางการเงิน

          จากงบการเงินที่เรารวบรวมได้นั้น เราสามารถนำมาวิเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อเจาะลึกถึงสุขภาพทางการเงินได้อย่างมั่นใจขึ้น เทคนิคในการวิเคราะห์นี้จะใช้อัตราส่วนทางการเงิน ซึ่งเกิดจากการนำรายการทางการเงินในงบดุล และ/หรือ รายการทางการเงินในงบรายได้รายจ่าย 2 รายการมาเปรียบเทียบกันเป็นค่าอัตราส่วน ซึ่งจะสามารถบอกสถานะการเงินบางอย่างได้ เพื่อให้ง่ายเราจะจัดกลุ่มของอัตราส่วนทางการเงินออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

  1. อัตราส่วนที่ใช้วัดสภาพคล่อง
  2. อัตราส่วนที่ใช้วัดภาระหนี้สิน
  3. อัตราส่วนที่ใช้วัดการออม
  4. อัตราส่วนที่ใช้วัดการลงทุน
  • อัตราส่วนสภาพคล่อง
    เป็นการวิเคราะห์ความสามารถในการจัดหาเงินสดจากการออมและสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และสำรองใช้ในยามฉุกเฉิน ทั้งนี้ จะพิจารณาสภาพคล่องของสินทรัพย์ จากความสามารถในการแปลงมูลค่าของสินทรัพย์ดังกล่าวไปเป็นเงินสด โดยที่มูลค่าเปลี่ยนแปลงไปไม่มากนัก บุคคลที่มีสินทรัพย์สภาพคล่องมากและสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว จะยิ่งทำให้บุคคลนั้นมีสภาพคล่องมากขึ้น อย่างไรก็ตาม บุคคลที่มีสินทรัพย์สภาพคล่องสูงเกินไปก็อาจไม่เหมาะสม เพราะสินทรัพย์สภาพคล่องมักจะให้อัตราผลตอบแทนที่ต่ำ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำ ตัวอย่างของสินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น เงินสด เงินฝากธนาคารแบบออมทรัพย์และแบบประจำ เป็นต้น อัตราส่วนเพื่อวิเคราะห์สภาพคล่อง ได้แก่
    • อัตราส่วนนี้ใช้วัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นว่า จะมีสินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น เงินสด หรือเงินฝากธนาคาร เพียงพอต่อการชำระหนี้ระยะสั้นที่ครบกำหนดใน 1 ปีหรือไม่ ยิ่งอัตราส่วนนี้มีค่าสูงและเกินกว่า 1 เท่าใด แสดงว่าเรามีความสามารถชำระหนี้ระยะสั้นได้ดี เรียกว่ามีสภาพคล่องสูง ถ้าเรามีอัตราส่วนนี้ต่ำกว่า 1 จะเป็นเครื่องชี้ว่า เราอาจประสบปัญหาการชำระหนี้ระยะสั้นได้ในอนาคต ซึ่งควรหาทางแก้ไข เช่น เพิ่มปริมาณสินทรัพย์
      สภาพคล่อง หรือเร่งการชำระหนี้ระยะสั้น หรือแปลงหนี้ระยะสั้นให้เป็นระยะยาว เป็นต้น
    • อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน ใช้วัดว่าสินทรัพย์สภาพคล่องที่มีอยู่สามารถใช้สำหรับดำรงชีวิตได้กี่เดือน โดยการนำสินทรัพย์สภาพคล่องมาหารด้วยค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเฉลี่ยต่อเดือน อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐานนี้ควรจะมีค่าอยู่ระหว่าง 6-12 เดือน ซึ่งแสดงว่าเรามีสภาพคล่องพื้นฐานที่ดี สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตั้งแต่ 6-12 เดือน ถ้าอัตราส่วนนี้มีค่าต่ำ ก็ควรหาสาเหตุและแก้ไข ถ้าเรามีแหล่งรายได้ทางเดียว เช่น จากการทำงาน ก็ควรป้องกันความเสี่ยงโดยเพิ่มการออมให้เงินสดและเงินฝากสูงขึ้น ถ้าเรามีสินทรัพย์สภาพคล่องน้อยเกินไปก็ต้องมาดูว่า ควรขายสินทรัพย์อื่น เพื่อมาเพิ่มสินทรัพย์สภาพคล่องหรือไม่ หรือหา
      ช่องทางการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพื่อให้มีเงินออมหรือเงินสด ทำให้สินทรัพย์สภาพคล่องเพิ่มขึ้นได้
  • อัตราส่วนภาระหนี้สิน
    เป็นการวิเคราะห์ว่าเรามีระดับภาระหนี้สินในปัจจุบันสูงมากน้อยเพียงใด และภายใต้สถานะการเงินที่เป็นอยู่เราจะสามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ บุคคลที่มีภาระหนี้สินมากจะเป็นตัวบั่นทอนความมั่งคั่งในระยะยาว ถ้าสินทรัพย์ที่มีอยู่ไม่สามารถเร่งให้เกิดรายได้เพิ่มในอัตราที่เร็วกว่า ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และเงินต้นที่ต้องชำระคืน อัตราส่วนที่ใช้ในการวิเคราะห์หนี้สินสรุปได้ดังนี้
    • อัตราส่วนนี้ใช้วัดระดับหนี้สินของบุคคลที่มีภาระผูกพันต้องชำระคืนในอนาคต โดยปกติอัตราส่วนนี้จะมีค่า
      น้อยกว่า 1 เพราะคนที่จะมีความมั่งคั่ง สินทรัพย์รวมจะต้องมากกว่าหนี้สิน สินทรัพย์สุทธิจึงจะมีค่าเป็นบวก อัตราส่วนนี้ควรมีค่าลดลงเมื่อบุคคลมีอายุมากขึ้น เพราะการสร้างหนี้สำคัญของบุคคล คือ เรื่องที่อยู่อาศัยและยานพาหนะ
      เมื่อสูงวัยขึ้นการผ่อนชำระหนี้ไปตามเวลาจะทำให้มูลค่าหนี้ลดลง
    • อัตราส่วนนี้ใช้วัดความสามารถในการชำระคืนหนี้สินจากรายได้รวมที่ได้รับ อัตราส่วนนี้ควรต่ำกว่า 1 และ
      ยิ่งต่ำยิ่งดี เพราะแสดงว่ารายรับรวมที่มีอยู่ชำระหนี้ได้ และยังมีเหลือไปใช้จ่ายและเก็บออมได้ด้วย
  • อัตราส่วนการออม
    จุดตั้งต้นของการสร้างความมั่งคั่งของทุกคนก็คือ "การออม" ในงบรายได้รายจ่ายของเศรษฐีทุกคนที่มีเหมือนกันก็คือ รายได้จะสูงกว่ารายจ่ายมาก ทำให้บรรทัดสุดท้ายมีเงินสดคงเหลือเพื่อไปออม (ด้วยวิธีต่างๆ เช่นฝากธนาคาร หรือไปลงทุนในสินทรัพย์ลงทุนประเภทต่างๆ)
    • โดยเงินออมมาจากรายได้หักด้วยรายจ่าย บางคนที่มีวินัยทางการเงินสูงๆ อาจจะกันเงินออมเป็นสัดส่วนของรายได้ทันทีก่อนการนำไปใช้จ่ายด้านต่างๆ ก็ได้ อัตราส่วนนี้ถ้ามีค่าสูง ก็ยิ่งแสดงถึงความมั่นคงทางการเงินของเรามีค่าสูงด้วย
  • อัตราส่วนการลงทุน
    ในระยะยาวถ้าเราต้องการมีอิสรภาพทางการเงินต้องดูที่อัตราส่วนกลุ่มนี้ เพราะเป็นเครื่องมือไว้ตรวจสอบว่าเราได้บริหารเงินของเราให้เกิดการขยายผลต่อยอดความมั่งคั่งได้หรือไม่ อัตราส่วนในกลุ่มนี้ได้แก่
    • อัตราส่วนนี้ใช้วัดว่าเงิน 1 บาทที่ลงทุนในสินทรัพย์ เป็นส่วนของสินทรัพย์ลงทุนเท่าใด แม้ว่าการมีสินทรัพย์มากๆ จะมีโอกาสให้เป็นบุคคลที่มั่งคั่งได้ แต่ถ้าสินทรัพย์ที่เราจ่ายเงินออมเพื่อซื้อมา เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
      ความมั่งคั่งก็จะเกิดได้ช้ามาก ระหว่างทางที่เราดำเนินชีวิตไป เราจึงต้องหันมามองว่าเราได้สะสมสินทรัพย์ลงทุนได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ อัตราส่วนนี้ยิ่งมีค่าสูงยิ่งดี
    • แม้เราจะมีสินทรัพย์ลงทุนมาก แต่ถ้าไม่สามารถสร้างรายได้ได้ดี ก็อาจไม่ช่วยทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้ อัตราส่วนนี้จึงใช้วัดว่า รายได้รวม 1 บาท เป็นส่วนของรายได้จากสินทรัพย์ลงทุนกี่บาท ปกติอัตราส่วนนี้ต้องมีค่าต่ำกว่า 1 เพราะรายได้จากสินทรัพย์ลงทุน เป็นส่วนหนึ่งของรายได้รวม แต่ถ้าอัตราส่วนนี้ยิ่งมีค่าสูงใกล้กับ 1 เท่าใด แสดงว่าชีวิตเราอาศัยรายได้จากการทำงานน้อยลง ซึ่งจะช่วยลดความกดดันลงไปได้มาก
ความมั่งคั่งสุทธิ ความมั่งคั่งสุทธิ
          แสดงถึงมูลค่าของสินทรัพย์ ที่หักหนี้สินที่มีอยู่ออกไปแล้ว นั่นคือความเป็นเจ้าที่แท้จริง ของสินทรัพย์ที่ครอบครองอยู่ ซึ่งความมั่งคั่งสุทธินี้จะขึ้นอยู่กับอายุ และรายได้ของแต่ละบุคคลด้วย ซึ่งความมั่งคั่งสุทธิที่ควรเป็นในแต่ละอายุคือ 0.1 x อายุ x รายได้(ต่อปี)
อัตราส่วนสภาพคล่อง
           แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น ว่าเรามีสินทรัพย์สภาพคล่อง เพียงพอต่อการชำระหนี้นั้นๆหรือไม่ หากมีค่าน้อยกว่า 1 หรือมีค่าใกล้ๆกับ 1 นั้นแสดงว่าเรามีสินทรัพย์สภาพคล่อง ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ระยะสั้นแล้ว ดังนั้นจึงไม่ควรสร้างหนี้ระยะสั้น แล้วหันมาหารายได้เพื่อมาเพิ่ม ในส่วนของสินทรัพย์สภาพคล่องให้ได้
อัตราส่วนสภาพคล่อง
อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน
           แสดงให้ทราบว่า สินทรัพย์สภาพคล่องที่เรามีนั้น สามารถนำมาใช้เพื่อการดำรงชีวิตในปัจจุบันได้นานเพียงใด หากเกิดปัญหาทางด้านการเงินจากการขาดรายได้ชั่วคราว เช่นการตกงาน การเจ็บป่วย เป็นต้น แต่เนื่องจากสินทรัพย์ประเภทนี้ จำเป็นต้องมีความสะดวกในการเปลี่ยนเป็นเงินสด จึงทำให้มีผลตอบแทนที่ต่ำ จึงไม่ควรเก็บไว้มากเกินความจำเป็น เพราะจะเสียโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม
อัตราส่วนสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่อความมั่งคั่งสุทธิ
           เป็นการแสดงให้ทราบว่า ความมั่งคั่งที่เรามีอยู่นั้น มีสินทรัพย์สภาพคล่องอยู่เท่าไหร่ ซึ่งหากสินทรัพย์ที่เรามีอยู่นั้น เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่อง หากเหตุการณ์ที่เราจำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉิน เช่นค่ารักษาพยาบาล แล้วไม่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ อาจก่อให้เกิดปัญหาทางด้านการเงินได้ ถึงแม้ว่าเราจะมีสินทรัพย์มากเพียงใดก็ตาม
อัตราส่วนสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่อความมั่งคั่งสุทธิ
อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม
           เป็นการแสดงให้เห็นถึงระดับของหนี้สิน ที่ต้องชำระคืนหนี้สินระยะกลางถึงระนะยาว เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่มีอยู่ หากค่าที่ได้มีค่าน้อยกว่า 50% นั่นแสดงว่าเรามีหนี้สินระยะยาวค่อนข้างมาก จึงไม่สมควรที่จะสร้างหนี้เพิ่มแล้ว และต้องรีบแก้ไขหนี้ที่มีอยู่ให้หมดไปโดยเร็ว
อัตราส่วนความสามารถในการชำระคืนหนี้ทั้งหมด
           เป็นการวัดความสามารถในการชำระหนี้ในระยะยาวของเรา นั่นคือสินทรัพย์ที่เรามีอยู่นั้น ยังมีหนี้อยู่อีกเท่าใด หากค่าที่ได้มีค่าน้อยกว่า 50% นั่นแสดงว่าสินทรัพย์ที่เรามีอยู่นั้น มีส่วนที่เป็นหนี้สินอยู่มาก ซึ่งจะมีผลต่อการชำระหนี้คืนในอนาคตด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรีบจัดการหนี้ที่มีอยู่ และไม่ควรมีหนี้สินระยะยาวเพิ่มขึ้นในช่วงนี้
อัตราส่วนความสามารถในการชำระคืนหนี้ทั้งหมด
อัตราส่วนการชำระคืนหนี้สินจากรายได้ อัตราส่วนการชำระคืนหนี้สินจากรายได้
           แสดงถึงความสามารถในการชำระหนี้สินที่มีทั้งหมด จากรายได้ทั้งหมดที่มีอยู่ หากค่าที่ได้เกิน 45% นั่นหมายความว่าเรามีหนี้สินค่อนข้างสูง และมีความเสี่ยงในการที่จะผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต ดังนั้นจึงไม่ควรสร้างหนี้เพิ่มในช่วงนี้ และต้องรีบหารายได้เพิ่ม เพื่อที่จะได้ชำระหนี้ดังกล่าวให้หมดโดยเร็ว
อัตราส่วนการออม
           เป็นการแสดงให้เห็นถึงสัดส่วนการออมที่เรามี เพื่อเป้าหมายในอนาคต ทั้งการออมเพื่อการเกษียณ การออมเพื่อการลงทุนรวมทั้งเป้าหมายอื่นๆด้วย หากมีสัดส่วนที่น้อย นั่นหมายความว่า สถานะทางการเงินในอนาคตอาจต้องลำบาก
อัตราส่วนการออม
อัตราส่วนการลงทุน อัตราส่วนการลงทุน
           เป็นการแสดงให้เห็นถึงสัดส่วนของสินทรัพย์ที่เราได้นำไปลงทุน เพื่อให้เกิดรายได้แบบ Passive Income ไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณ หากมาน้อยไป นั่นหมายความว่าเราอาจจะต้องทำงานไปตลอด โดยไม่สามารถที่จะเกษียณได้เลย
     
 
 
google
facebook
 
QR Code Line konpakanpai
line_addfriends_konpakanpai
 
รับสมัครตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ
รับสมัครตัวแทนประกันวินาศภัย ศรีกรุงโบรคเกอร์
ประกันรถยนต์กับศรีกรุงโบรคเกอร์
724 Insure
 
ยินดีให้คำปรึกษากรมธรรม์ประกันชีวิต
 
 
 
 
 
line
ผู้เอาประกันควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัย ผลประโยชน์ เงื่อนไข ความคุ้มครองโดยละเอียดให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
line
คนประกัน รับทำประกันภัยทุกชนิด
line
หน้าแรก  |  ผลิตภัณฑ์  |  ข่าวสารข้อมูล |  สาระความรู้ | ติดต่อเรา   
line
เว็บไซต์นี้มิใช่เว็บไซต์ของ บริษัท เอไอเอ จำกัด แต่เป็นเว็ปไซต์์ตัวแทนประกันชีวิตของเอไอเอ (ตัวแทนประกันชีวิต) บริษัท เอไอเอ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ต่อเว็บไซต์นี้
บริษัท เอไอเอ จึงไม่ต้องรับรอง และไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นทั้งทางแพ่งและทางอาญาจากการใช้เว็บไซต์นี้ เว็บไซต์นี้มิให้ถือเป็นคำเสนอหรือการชักชวนให้ซื้อผลิตภัณท์เกี่ยวกับการ ประกันภัยในประเทศใด ๆ ต่อบุคคลใด ๆ ที่ไม่มีสิทธิตามกฎหมายในการกระทำดังกล่าวในประเทศนั้น ๆ หากเกิดความเสียหายใด ๆ ต่อบุคคลใด ๆ อันเนื่องจากเว็บไซต์นี้
Copyright © 2012 All Rights Reserved. by Konpakanpai     Tel. 094-5426619    Email : konpakanpai@gmail.com