header คนประกันภัย
หน้าแรกสินค้าและบริการข่าวสารข้อมูลสาระความรู้ติดต่อเรา
"คนประกันภัย" เราเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และรับทำประกันภัยทุกประเภทอย่างครบวงจร นึกถึงการวางแผนทางการเงินและชีวิต นึกถึงเรา"คนประกันภัย" โทร. 094-5426619 Email: konpakanpai@gmail.com Website: www.konpakanpai.com
         
การวางแผนทางการเงิน
การวางแผนทางการเงิน
การจัดการงบการเงิน
การวางแผนรายได้
การวางแผนรายจ่าย
การวางแผนการเก็บออม
การวางแผนสภาพคล่อง
การวางแผนสินเชื่อ
การวางแผนประกันภัย
การวางแผนการศึกษาบุตร
การวางแผนเกษียณอายุ
การวางแผนภาษี
การวางแผนการลงทุน
การวางแผนมรดก
 
ประกันชีวิต
ประกันชีวิตคืออะไร
ประเภทของประกัยชีวิต
ทำไมต้องทำประกันชีวิต
ประโยชน์ของการประกันชีวิต
ความคุ้มครองที่ได้รับ
ความต้องการในแต่ละช่วงอายุ
แนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต
ขั้นตอนการทำประกันชีวิต
โครงการคุ้มครองรายได้และกองทุนมรดก
กองทุนเพื่อการศึกษา
กองทุนเกษียณอายุ
ประกันชีวิตเพื่อการลดหย่อนภาษี
ประกันชีวิตเพื่อการลงทุน
 
ประกันชีวิต
ประกันสุขภาพคืออะไร
แนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต
ประกันคุ้มครองสุขภาพ
ประกันชดเชยค่ารักษาพยาบาล
ประกันชดเชยรายได้
ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง
ประกันคุ้มครองอุบัติเหตุ
ประกันคุ้มครอง All In One
ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรงพิเศษ
ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA)
ตัวอย่างอัตราค่าห้องโรงพยาบาล
 
ประกันชีวิต
ประกันวินาศภัยคืออะไร
ประเภทของประกันวินาศภัย
ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
ประกันภัยที่อยู่อาศัย
ประกันภัยรถยนต์
ประกันภัยเบ็ดเตล็ด
 
การเงินและการลงทุน
สินทรัพย์ทางการเงินและการลงทุน
เงินฝากธนาคาร
กองทุนรวม
กองทุนรวม LTF RMF
ตราสารหนี้
ตราสารทุน
ตราสารอนุพันธ์
สินทรัพย์ทางเลือก
 
บริการอื่นๆ
ตารางมรณะไทยพื้นฐาน ปี 2560
บริการโอนย้าย และต่อทะเบียน
รายชื่อโรงพยาบาลคู่สัญญา บรืษัทประกันชีวิตและบรืษัทประกันวินาศภัย
ดาวน์โหลด โบรชัวร์ต่างๆ
 
 
กองทุนรวม
 
รวยด้วยกองทุนรวม

          กองทุนรวม คือการลงทุนรูปแบบหนึ่ง ที่เกิดขึ้นจากผู้ลงทุนรายย่อยหลายๆรายรวมเงินกันเป็นก้อนใหญ่  แล้วกองทุนรวมจะนำเงินก้อนนั้นมาแบ่งออกเป็นหน่วย เรียกว่า "หน่วยลงทุน" เพื่อให้บริษัทจัดการ ทำหน้าที่บริหารจัดการการลงทุนตามนโยบาย หรือเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่งอกเงยขึ้น

          เพราะฉะนั้น กองทุนรวมจึงเป็นการลงทุนที่เหมาะสมกับผู้ที่

  1. ต้องการผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝาก ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้
  2. มีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณในการลงทุน
  3. ไม่มีเวลาในการติดตามความเปลี่ยนแปลงของการลงทุน
  4. ขาดความรู้หรือประสบการณ์ในการลงทุน
 
การดำเนินงานกองทุนรวม
 
ขั้นตอนการลงทุนในกองทุนรวม
  1. บริษัทจัดการกองทุนจะออกหนังสือชี้ชวนให้แก่ผู้ลงทุน เพื่อให้ผู้ลงทุนที่สนใจพิจารณาตัดสินใจ
  2. บริษัทจะออกหน่วยลงทุน (Unit Trusts) ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะเริ่มขายที่ราคาเริ่มต้นหน่วยละ 10 บาท
  3. ผู้ลงทุนที่สนใจในกองทุนรวมนั้นก็จะซื้อหน่วยลงทุนนั้นๆ
ประเภทของกองทุนรวม

          เนื่องจากกองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่มีความหลากหลาย ดั้งนั้นเราจึงควรมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกองทุนรวมให้ดีเสียก่อน ว่าแต่ละกองทุนนั้น เหมาะสมและตรงกับเป้าหมายการลงทุนของเราหรือไม่ รวมถึงในเรื่องของความเหมาะสมในเรื่องของความเสี่ยงในแต่ละกองทุนด้วย

แบ่งตามประเภทของการขายคืนหน่วยลงทุน

  1. กองทุนเปิด (Open-end Mutual Fund)

             เป็นกองทุนรวมชนิดที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กองทุนเปิดสามารถที่จะขายหน่วยลงทุนเพิ่มเติม หรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน ได้ได้ตลอด หลังจากที่มีการเสนอขายหน่วยลงทุนในครั้งแรกไปแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ บลจ. มักจะมีการกำหนดระยะเวลาในการขาย ตลอดจนการรับซื้อคืนไว้ก่อนล่วงหน้า โดยอาจเปิดให้ทำการซื้อขายได้ทุกวันทำการ สัปดาห์ละครั้ง เดือนละครั้ง หรืออาจจะเป็นปีละ 2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ได้กำหนดขึ้น

    • จำนวนหน่วยลงทุนสามารถเพิ่ม หรือลดได้ เนื่องจากมีการขายเพิ่ม หรือซื้อคืนหน่วยลงทุนได้ตลอด
    • จะกำหนดอายุโครงการหรือไม่ก็ได้
    • การซื้อ-ขายหน่วยลงทุนสามารถทำได้ตลอด ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้
    • ราคาซื้อ-ขายหน่วยลงทุนมีค่าเท่ากับราคา NAV ต่อหน่วย บวก/ลบ ค่าธรรมเนียม
    • ประกาศมูลค่าสินทรัพย์สุทธิทุกวันที่มีการซื้อ-ขาย
  2. กองทุนปิด (Close-end Mutual Fund)

         คือ กองทุนรวมชนิดที่มีการกำหนดอายุโครงการอย่างชัดเจนแน่นอน บลจ. จะไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุนหรือเปิดให้มีการจองซื้อหน่วยลงทุนเพิ่ม โดยจะมีการจองซื้อเพียงครั้งเดียวเมื่อเริ่มต้นโครงการ

          ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในกองทุนปิด จึงควรพิจารณาถึงระยะเวลาการลงทุนในกองทุนของตนนั้นว่า เหมาะสมกับระยะเวลาที่ตนเองต้องการใช้เงินในอนาคตหรือไม่ อย่างไร กองทุนปิดทั้งนี้ก็เพราะการลงทุนในกองทุนปิดถือเป็นการลงทุนในระยะยาว และมีสภาพคล่องในการซื้อขายน้อย

  • จำนวนหน่วยลงทุนไม่สามารถเพิ่มหรือลดได้
  • มีการกำหนดอายุโครงการไว้อย่างแน่นอน
  • การซื้อหน่วยลงทุนสามารถทำได้ในการเปิดขายครั้งแรกครั้งเดียว และจะขายคืนได้ก็ต่อเมื่อสิ้นสุดโครงการแล้ว
               ยกเว้นกองทุนที่ บลจ.นำหน่วยลงทุนไปจดทะเบียนในตลาดรอง หรือมีตัวแทนจัดการซื้อ-ขาย จึงจะสามารถซื้อ-ขายหน่วยลงทุนในระหว่างโครงการได้
  • ราคาซื้อ-ขายหน่วยลงทุนมีเป็นไปตามราคาตลาด เฉพาะในกรณีที่มีการจดทะเบียนซื้อ-ขายในตลาดรอง
  • ประกาศมูลค่าสินทรัพย์สุทธิทุกวันสุดท้ายของสัปดาห์

แบ่งตามนโยบายการลงทุน

  1. กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund)
               เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุน คือนำเงินไปลงทุนในตลาดการเงิน เช่น ฝากธนาคาร หรือนำไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี ผลตอบแทนที่ได้จะอยู่ในรูปดอกเบี้ยรับ ซึ่งจะไปเพิ่มมูลค่าให้กับหน่วยลงทุนสุทธิ (Net Asset Value) หรือ (NAV) ทำให้ราคาหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นนั้นเอง และมีลักษณะคล้ายๆกับกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น กองทุนรวมตลาดเงินแต่ที่ต่างกันคือ กองทุนตลาดการเงินจะเอาเงินบางส่วนไปฝากไว้กับธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยสูงอีกด้วย
               เนื่องจากเป็นกองทุนที่มีระดับความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้จึงไม่สูงมากนัก จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการการลงทุนในระยะสั้นๆหรือไม่ต้องการความเสี่ยง

  2. กองทุนรวมตราสารหนี้ (General Fixed Income Fund)
               เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุน คือการนำเงินไปลงทุนในเงินฝาก หรือตราสารหนี้ภาครัฐบาล และ ตราสารหนี้ภาคเอกชน เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ผลตอบแทนที่จะอยู่ในรูปดอกเบี้ยรับ ซึ่งจะไปเพิ่มมูลค่าหน่ายลงทุนสุทธิ (Net Asset Value) หรือ (NAV) ให้สูงขึ้น แบ่งเป็น

    • กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-Term Fixed Income Fund) เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในเงินฝาก หรือตราสารหนี้ระยะสั้น ที่มีอายุเฉลี่ยในการถือครองในขณะใดขณะหนึ่งไม่เกิน 1 ปี
                 เหมาะกับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ และมีระยะเวลาในการลงทุนที่สั้น

    • กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว (Long-Term Fixed Income Fund) เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในเงินฝาก หรือตราสารหนี้ระยะยาวที่มีอายุเฉลี่ยในการถือครองในขณะใดขณะหนึ่งมากกว่า 1 ปี
                เหมาะกับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แต่สามารถที่จะลงทุนในระยะยาวได้

  3. กองทุนรวมผสม (Balance Fund)
               เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบผสมผสาน โดยสามารถลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สิน
    ประเภทต่างๆ ได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก ตราสารหนี้ ตราสารทุน หรือตราสารอื่นๆ ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้จัดการกองทุน แต่จะต้องมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนในขณะใดขณะหนึ่ง ไม่น้อยกว่า 35% และไม่เกินกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวมนั้น
               เหมาะกับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง

  4. กองทุนรวมผสมยืดหยุ่น (Flexible Fund)
               เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบผสมผสานเช่นเดียวกันกองทุนแบบผสม คือสามารถลงทุนในหลักทรัพย์ หรือทรัพย์สินประเภทต่างๆ ได้ทุกประเภท แต่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องสัดส่วน
    การลงทุนในตราสารทุน ดังนั้น การจัดสรรเงินลงทุนระหว่างเงินฝาก ตราสารหนี้ ตราสารทุน หรือตรา
    สารอื่นๆ จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจลงทุนของผู้จัดการกองทุนตามสภาวะตลาดในขณะนั้นๆ
               เหมาะกับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง

  5. กองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of funds)
               คือกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอีกทีนึง โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 65% กองทุนรวมตราสารทุนของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ข้อดีของกองทุนรวมหน่วยลงทุนคือ กระจายการลงทุนไปในหลายกองทุนรวม ภายใต้การจัดการของหลายผู้จัดการกองทุนและหลายบริษัทจัดการ จึงเป็นการกระจายความเสี่ยงที่กว้างขวางกว่ากองทุนรวมทั่วไป แต่ข้อเสียของกองทุนรวมหน่วยลงทุนคือ มีค่าธรรมเนียมในการจัดการและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซ้ำซ้อน
               เหมาะกับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง

  6. กองทุนรวมตราสารทุน (Equity fund)
               เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนประเภทต่างๆ ซึ่งได้แก่ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหลักทรัพย์ (Warrant) รวมถึงหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่นๆ โดยสัดส่วนของการลงทุนต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด คือ โดยเฉลี่ยแล้วไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ทั้งนี้ เมื่อผู้จัดการกองทุนได้ลงทุนเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดดังกล่าวข้างต้นแล้ว เงินทุนส่วนที่เหลือก็สามารถที่จะนำไปใช้ลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทอื่นๆ เช่น เงินฝากหรือตราสารหนี้ หรือจะนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในตราสารทุนก็ได้ ผลตอบแทนที่ได้ขึ้นอยู่กับบริษัทจัดการกองทุนว่าจะเป็นผลตอบแทนประเภทจ่ายเงินปันผล (Dividend) หรือจากกำไรส่วนต่าง (Capital gain)
               กองทุนรวมประเภทนี้ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง เนื่องจากเป็นการนำเงินไปลงทุนในตราสารทุน ซึ่งมีความผันผวนของราคาหรือมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงด้วยเช่นเดียวกัน

  7. กองทุนรวมใบสำคัญแสดงสิทธิ์
               คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น หุ้นกู้ หน่วยลงทุน หรือหุ้นเพิ่มทุน โดยเฉลี่ยแล้วไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม และเงินส่วนที่เหลืออาจนำไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทอื่นๆ ได้
               เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้สูง ถึงสูงมาก เนื่องจากการลงทุนในใบสำคัญแสดงสิทธินั้นมีความเสี่ยงสูง กองทุนประเภทนี้จึงมีความเสี่ยงสูงมากตามไปด้วย

  8. กองทุนรวมกลุ่มธุรกิจกองทุนรวมกลุ่มธุรกิจ
               คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุน ของบริษัทที่มีธุรกิจหลักประเภทเดียวกัน (ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด) โดยเฉลี่ยแล้วไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ซึ่งจะลงทุนเฉพาะกลุ่มธุรกิจใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เช่น กลุ่มธนาคาร กลุ่มสื่อสาร ที่คาดว่าหุ้นในกลุ่มดังกล่าวจะมีผลประกอบการดี และจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด แต่จะมีข้อเสียเปรียบอยู่บ้าง เนื่องจากกองทุนรวมประเภทนี้มีการลงทุนแบบกระจุกตัว จึงมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวมตราสารแห่งทุนทั่วไป
               เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้สูง ถึงสูงมาก

กองทุนรวมพิเศษ

  1. กองทุนรวมคุ้มครองเงินต้น (Principle or Capital Protection Fund)
               เป็นกองทุนรวมที่มีนโนบายมุ่งลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อคุ้มครองเงินต้น (Principle) ของผู้ถือหน่วยลงทุน และเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุนว่า หลังครบกำหนดอายุโครงการลงทุน หรือภายหลังระยะเวลาที่ได้ระบุไว้ ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนไม่ต่ำกว่าเงินลงทุนเบื้องต้นที่ได้ลงทุนไปนั่นเอง
               กองทุนรวมประเภทนี้มักจะใช้เทคนิคการบริหารการลงทุน 2 แบบเพื่อคุ้มครองเงินลงทุนเริ่มต้นของผู้ลงทุน ดังต่อไปนี้

    • แบบ Passive จะมุ่งลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นหลัก โดยอาจถือครองได้สูงถึง 90% สำหรับเงินลงทุนส่วนที่เหลือ จึงนำไปลงทุนในตราสารทุนที่มีความเสี่ยงมากกว่า ทั้งนี้หากการลงทุนในตราสารทุนเกิดขาดทุนหรือมีมูลค่าลดลง กองทุนรวมก็ยังคงได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย จากการลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้เพียงพอ ที่จะชดเชยส่วนของเงินต้นที่ขาดทุนหรือมูลค่าที่ลดลงไปนั้นได้

    • แบบ Active จะมุ่งลงทุนในตราสารทุนเพิ่มขึ้น และลดการถือครองพันธบัตรหรือตราสารหนี้ลง หรืออาจไม่ถือครองเลยก็ได้เมื่อดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้น โดยต้องไม่ให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่ำกว่ามูลค่า ณ เริ่มต้น และในทางกลับกันจะมุ่งลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้เพิ่มขึ้น และลดการถือครองตราสารทุนลงหรืออาจไม่ถือครองเลยก็ได้ เมื่อดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ลดลง โดยไม่ให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่ำกว่ามูลค่า ณ เริ่มต้นเช่นกัน

                เนื่องจากกองทุนรวมนี้โดยปกติมีความเสี่ยงจากการลงทุนค่อนข้างต่ำ จึงทำให้โอกาสที่ผู้ถือหน่วยลงทุนจะสูญเสียเงินต้นมีน้อย ดังนั้น ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนจึงไม่สูงมากนัก กองทุนรวมประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยง

  2. กองทุนรวมแบบมีประกัน
               เป็นกองทุนรวมที่จัดให้มีการรับประกันว่า เมื่อมีการถือหน่วยลงทุนจนครบตามระยะเวลาประกันที่กำหนด แล้วบริษัทจัดการลงทุน ไม่สามารถบริหารเงินลงทุนให้ได้ผลตอบแทนตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน ผู้รับประกัน (Guarantor) จะจ่ายเงินลงทุน หรือทั้งเงินลงทุนและผลตอบแทนคืนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน ตามจำนวนเงินที่ได้รับประกันไว้ โดยอาจจ่ายเงินคืนเป็นบางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้แล้วแต่กรณี หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นกองทุนรวมที่จัดให้มีบุคคลอื่นมารับประกันเงินลงทุน ทั้งเงินลงทุนและผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้นั่นเอง
               สำหรับจุดมุ่งหมายของการจัดตั้งกองทุนรวมประเภทนี้ ก็เช่นเดียวกับกองทุนรวมคุ้มครองเงินต้นนั้นคือ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุนว่าเงินลงทุนของตนจะไม่สูญไป ทั้งนี้ บริษัทจัดการลงทุนจะมอบหมายให้สถาบันการเงิน อันได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ทำหน้าที่เป็นผู้รับประกันการจ่ายเงินนั้นๆ แต่เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ที่อาจเกิดขึ้น ผู้รับประกันจะต้องไม่ใช่ผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมนั้นๆ นอกจากนี้ การรับประกันก็ยังไม่ได้รวมถึงการรับประกันความสามารถในการชำระหนี้ของผู้รับประกันในอนาคต
                ดังนั้น ผู้ลงทุนต้องทำการศึกษารายละเอียดของการรับประกันนั้นๆ รายละเอียดของผู้รับประกัน รวมถึงลักษณะและรูปแบบการลงทุนด้วยว่ามีการรับประกันในลักษณะใด เป็นจำนวนมากน้อยแค่ไหน และรูปแบบการลงทุนมีระดับความเสี่ยง และโอกาสที่จะได้รับอัตราผลตอบแทน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้ลงทุนมากน้อยเพียงใด
  3. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF)
               เป็นกองทุนรวมที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการออมเงินระยะยาว ไว้สำหรับใช้จ่ายยามเกษียณอายุ กองทุนรวม RMFซึ่งจะคล้ายๆ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ของภาคเอกชน และกองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ (กบข.) (Government Pension Fund) ของข้าราชการ
               สิ่งที่ถือว่าเป็นที่น่าสนใจสำหรับกองทุนรวม RMF ก็คือ ได้รับการสนับสนุนจากทางการเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อจูงใจให้ผู้สนใจลงทุน มีการเก็บออมในระยะยาวสำหรับชีวิตหลังเกษียณ แต่ผู้ลงทุนก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุนต่างๆ จึงจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น

    สิทธิประโยชน์ทางภาษี

              หากปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน ผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ดังนี้

    • เงินลงทุนในกองทุน RMF สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ในปีภาษีนั้น และเมื่อรวมเข้ากับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และประกันชีวิตแบบบำนาญที่ผู้ลงทุนมีอยู่ จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนี้ ให้นับตามเวลาแบบวันชนวัน ตั้งแต่วันแรกที่ได้เริ่มลงทุน
    • กำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้

    เงื่อนไขการลงทุนของ RMF

               การลงทุนใน RMF เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ผู้ลงทุนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุนดังนี้

    • ต้องลงทุนใน RMF อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
    • ต้องไม่ระงับการซื้อขายหน่วยลงทุนเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน (ยกเว้นปีใดที่ไม่มีเงินได้ จึงจะสามารถว่างเว้นการลงทุนได้ โดยไม่ถือเป็นการผิดเงื่อนไขการลงทุน)
    • ต้องลงทุนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ หรือ 5,000 บาทต่อปี แล้วแต่ว่าจำนวนเงินใดจะต่ำกว่า
    • การขายคืนหน่วยลงทุนจะทำได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือหน่วยลงทุนมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี และต้องถือหน่วยลงทุนนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

              หากผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง จะถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุน

    • ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่อไป
    • ต้องคืนเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับในช่วง 5 ปี ล่าสุดให้แก่กรมสรรพากร
    • เงินที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุนยังต้องนำไปคำนวณรวมเพื่อเสียภาษีเงินได้ ในปีที่มีการขายคืนหน่วยลงทุนนั้นด้วย
  4. ยกเว้น กรณีที่ผู้ลงทุนเสียชีวิตหรือทุพพลภาพเท่านั้น จึงจะไม่ถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุน

    (รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุน LRF&RMF)

  5. กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long term Equity Fund : LTF)
               กองทุนรวมที่มีนโยบายที่จะนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายหน่วยลงทุน ไปลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียน ไม่ต่ำกว่า 65% ของ NAV โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น และผู้ลงทุนต้องถืออย่างน้อย 7 ปีถึงจะไถ่ถอนคืนได้ โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นสิ่งจูงใจในการลงทุน เพื่อแลกกับการลงทุนตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด

    สิทธิประโยชน์ทางภาษี        

              ผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ดังนี้

    • เงินลงทุนในกองทุน LTF สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ในปีภาษีนั้น แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
    • กำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้

เงื่อนไขการลงทุนของ LTF

          เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี การลงทุนใน LTF มีเงื่อนไข คือ ต้องซื้อและถือหน่วยลงทุนของ LTF ไว้ไม่น้อยกว่า 7 ปี (นับตามปีปฏิทิน เช่น เงินลงทุนแต่ละยอดที่ซื้อในระหว่างปี 2557 จะครบเงื่อนไขตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป และส่วนที่ลงทุนในระหว่างปี 2558 จะครบเงือนไขตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 เป็นต้นไป)

          อย่างไรก็ตาม หากมีการขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนด 7 ปีปฏิทิน ถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุน

    • ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่อไป ลดหย่อนภาษีกับ กองทุนรวม LTF&RMF
    • ต้องคืนเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น พร้อมกับเงินเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือน โดยนับตั้งแต่เดือนเมษายน ของปีที่ผู้ถือหน่วยลงทุนยื่นขอยกเว้นภาษี จนถึงเดือนที่มีการยื่นคืนเงินภาษีนั้น
    • ต้องจ่ายภาษีสำหรับเงินที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน โดยถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ของเงินกำไรที่ได้รับ
    • กำไรที่ได้รับจากการขายคืนหน่วยลงทุนนั้น ต้องนำไปรวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีเงินได้ตอนสิ้นปีด้วย

    (รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุน LRF&RMF)

  1. กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund : FIF)
               เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายนำเงินที่ระดมได้จากการขายหน่วยลงทุนภายในประเทศ ไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และเงินลงทุนส่วนที่เหลือ ผู้จัดการกองทุนจึงนำไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น
               ทั้งนี้ นโยบายการลงทุนของกองทุน FIF อาจเป็นแบบใดแบบหนึ่ง ตามมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. โดยอาจมีการจ่ายเงินปันผลหรือไม่ก็ได้ ขึ้นกับนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆ สำหรับรูปแบบการบริหารกองทุน FIF ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ คือ

    1. แบบที่ บลจ. บริหารกองทุนด้วยตนเอง โดยนำเงินไปลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์หรือสินค้า ทางการเงินต่างๆ ในต่างประเทศ เช่น ตราสารทุน ตราสารหนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่มีผลตอบแทนอ้างอิงกับตัวแปรต่างๆ แล้วแต่จะกำหนด เช่น อ้างอิงกับราคาหลักทรัพย์หรือดัชนีราคาหลักทรัพย์ ราคาสินค้าหรือดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาทองคำ หรือราคาน้ำมันดิบ เป็นต้น เช่น กองทุนรวม FIF ที่ไปลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้

    2. แบบที่ บลจ. ไทยไปซื้อกองทุนรวมที่บริหารจัดการ โดยผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง ซึ่งการลงทุนในรูปแบบนี้ จะช่วยให้การบริหารจัดการลงทุนในต่างประเทศ มีการกระจายความเสี่ยงไปในสินค้าทางการเงินอื่นๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดย บลจ. สามารถลงทุนได้ 2 วิธี คือ

      • กองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศเพียงกองเดียว (Feeder Fund) ซึ่งเรียกว่า Master Fund ซึ่งจะมีผู้จัดการกองทุนที่อยู่ต่างประเทศเป็นผู้ดูแล และบริหารเงิน โดยอาจจะเข้าไปลงทุนในกองทุนรวมอื่นหรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ตาม
        นโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้ เช่น กองทุนรวม FIF ที่ไปลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศ ที่ไปลงทุนในทองคำแท่ง หรือกองทุนรวม FIF ที่ไปลงทุนในกองทุนรวมอีทีเอฟ ที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ เป็นต้น

      • กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ (Fund of Funds) เป็นการนำเงินไปซื้อ กองทุนรวมในต่างประเทศหลายๆ กอง ซึ่งอาจมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายกัน หรือมีนโยบายต่างกันก็ได้ ซึ่งกองทุนรวมแบบ Fund of Funds นี้ บลจ. ของไทยจะเป็นผู้กำหนดว่า จะนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศกองใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าใด และจะมีการปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ตามความเหมาะสมภายใต้เกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนด

      กองทุนรวมต่างประเทศ          ปัจจุบันกองทุน FIF ถือได้ว่าเป็นอีกช่องทางในการลงทุน ที่ผู้ลงทุนให้ความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากกองทุน FIF เป็นการเปิดโอกาสให้เงินลงทุนของเราสามารถไปลงทุนในต่างประเทศได้ โดยมีมืออาชีพมาช่วยบริหารจัดการลงทุน ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนสามารถกระจายการลงทุนไปในสินค้าทางการเงิน ที่มีความหลากหลายครอบคลุมมากกว่าสินค้าที่มีการเสนอขายอยู่ในประเทศ ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนให้กับพอร์ตการลงทุนของผู้ลงทุน แต่เนื่องจากกองทุน FIF นำเงินที่ระดมได้ไปลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้น กองทุน FIF จึงมีความเสี่ยงที่กองทุนรวมภายในประเทศไม่มี นั่นคือ ความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ภายในประเทศซึ่งกองทุน FIF เลือกลงทุนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ถ้ากองทุน FIF มีการกระจายการลงทุนไปในหลายๆประเทศ ความเสี่ยงของกองทุนก็จะลดลง ดังนั้น ก่อนที่จะลงทุนในกองทุน FIF ผู้ลงทุนควรจะทำการศึกษาถึงเงื่อนไขในการลงทุน นโยบายการลงทุน รวมถึงรายละเอียดของกองทุนรวมในต่างประเทศ หรือหลักทรัพย์ต่างประเทศที่กองทุน FIF นั้นจะลงทุนอย่างละเอียดรอบคอบก่อนเสมอ

  2. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund)
               เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายนำเงินที่ระดมได้จากการขายหน่วยลงทุน ไปลงทุนซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สนามบิน ที่อยู่อาศัย อพาร์ตเมนท์ หรือหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีจุดมุ่งหมายหลักก็เพื่อบริหารอสังหาริมทรัพย์ ที่ลงทุนนั้นให้ได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในรูปของค่าเช่า หรือกำไรสุทธิ ที่เกิดจากการดำเนินงาน (ไม่ได้มุ่งที่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อพัฒนา และ
    ขายต่อแต่อย่างใด)
               กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นี้ต้องเป็นกองทุนปิดเท่านั้น โดยมีนโยบายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในอัตราไม่ต่ำกว่า 75% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนนั้นต้องอยู่ในประเทศไทยและไม่ใช่ที่ดินเปล่า แต่ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างเสร็จแล้ว หรือก่อสร้างไปแล้วไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์นั้น
               สำหรับการบริหารอสังหาริมทรัพย์ของกองทุนรวม จะมีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทจัดการลงทุน ให้เป็นผู้ทำหน้าที่แทน โดยมีผู้ดูแลผลประโยชน์ซึ่งเป็นบุคคลที่ 3 ทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุนรวม
               นอกจากนี้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ลงทุน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จึงถูกกำหนดว่าต้องจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้สามารถซื้อขายได้เสมือนกับหลักทรัพย์จดทะเบียนทั่ว ไปกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

    • กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์แบบ Freehold เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนโดยการ “ซื้อ” อสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นเจ้าของ และนำรายได้จากการให้เช่าพื้นที่มาจ่ายเป็นเงินปันผล (Dividend) ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน
                 ดังนั้น กองทุนรวมประเภทนี้จึงมีกรรมสิทธิ์เต็มที่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ไปลงทุน และเมื่อเลิกกองทุนแล้ว ก็สามารถขายอสังหาริมทรัพย์ออกไป เพื่อนำเงินมาเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนได้ โดยผู้ถือหน่วยจะได้รับเงินลงทุนคืนตามมูลค่าที่กำหนด ซึ่งขึ้นอยู่กับมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนรวมขายได้ตอนเลิกกอง หากมูลค่าการขาย
      อสังหาริมทรัพย์สูงกว่าตอนที่กองทุนเข้าไปซื้อตอนแรก มูลค่าหน่วยลงทุนที่ผู้ลงทุนจะได้รับคืน ก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วย

    • กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์แบบ Leasehold เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนโดยการ “เช่า” อสังหาริมทรัพย์ จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุน มีเพียงสิทธิในการนำอสังหาริมทรัพย์นั้น ไปหาผลตอบแทนในช่วงระยะเวลาของสัญญาเช่าที่กองทุนได้ตกลงไว้กับเจ้าของ เช่น 20 ปี หรือ 30 ปี และเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า ก็ต้องคืนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่เจ้าของ ซึ่งหมายความว่าตอนเลิกกองทุน มูลค่าสิทธิการเช่าจะกลายเป็น “ศูนย์”

              อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะลงทุนในกองทุนรวมแบบ Freehold หรือ Leasehold ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของ “เงินปันผล” จากรายได้ของอสังหาริมทรัพย์เช่นเดียวกัน แต่จะแตกต่างกันตรงที่กองทุนรวมแบบ Freehold เมื่อเลิกกองทุนสามารถขายอสังหาริมทรัพย์ในกองทุนได้ จึงมีโอกาสได้รับผลตอบแทนในรูปของ “กำไรส่วนต่างจากการขายอสังหาริมทรัพย์” (Capital Gain) ด้วย ในขณะที่กองทุนรวมแบบ Leasehold จะมีการทยอยคืนเงินลดทุนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนระหว่างทางไปเรื่อยๆ จนกระทั่งครบอายุสิทธิการเช่า และกองทุนต้องคืนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่เจ้าของโดยไม่สามารถขายอสังหาริมทรัพย์ได้ ณ วันครบอายุสัญญา

              สำหรับประโยชน์ของการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก็คือ การเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ดี มีคุณภาพ ด้วยเงินลงทุนที่ไม่มากนัก อีกทั้งยังได้รับผลตอบแทน สม่ำเสมอในระยะยาว และสามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ตลอด จึงมีความคล่องตัวมากกว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรง
              แต่ก็ใช่ว่ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จะไม่มีข้อเสียเลย ทั้งนี้เพราะรูปแบบการลงทุนเป็นการระดมเงินทุน เพื่อมาใช้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง แต่สภาพคล่องต่ำ ดังนั้น การกระจายการลงทุนของกองทุนรวมประเภทนี้จึงค่อนข้างน้อย ผู้ลงทุนจึงต้องทำการศึกษาให้เข้าใจถึงความเสี่ยงในการลงทุน ตลอดจนนโยบายการลงทุน และรายละเอียดของอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนได้ลงทุนไปนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เสมอ

  3. กองทุนรวมทองคำ (Gold Fund)
               เป็นกองทุนที่ขายหน่วยลงทุนให้กับนักลงทุนเพื่อนำเงินไปลงทุนในทองคำ ซึ่งผู้ที่ถือหน่วยจะไม่ได้ถือทองคำจริงๆ แต่จะถือในรูปหน่วยลงทุนซึ่ง ผลตอบแทนที่ได้จากกองทุนทองคำคือ มูลค่าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอยู่ในรูปกำไรส่วนต่กองทุนรวมน้ำมันาง (Capital Gain)

  4. กองทุนรวมน้ำมัน (Oil Fund)
               เป็นกองทุนที่มีนโยบายเพื่อนำเงิน ไปลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ ผลตอบแทนที่ได้จากกองทุนรวมน้ำมันคือ ส่วนต่างมูลค่าของสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบที่เปลี่ยนแปลง

  5. กองทุนรวมอิงดัชนี (Index Fund)
               เป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารทุน แต่จะให้น้ำหนักการลงทุนให้เท่ากับดัชนี นั้นๆ หรือเหนือกว่า ส่วนใหญ่จะอ้างอิงกับ SET50 Index บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ 50 อันดับแรกในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งวัดกันที่ขนาดมูลค่าบริษัทจดทะเบียนในตลาด หรือ Market cap ซึ่งการลงทุนในดัชนี SET50 Index นี้ส่วนใหญ่มุ่งที่จะชนะตลาดในระยะยาว ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้จัดการกองทุนนั้นๆ ผลตอบแทนที่ได้คือกำไรส่วนต่างราคา (Capital Gain)

  6. กองทุนรวมประเภทกำหนดผลตอบแทน (Target Fund)
               เป็นกองทุนประเภทกำหนดผลตอบแทนและระยะเวลาชัดเจน เป็นรูปแบบกองทุนปิดอาจลงทุนในกองทุนน้ำมัน กองทุนทองคำ หรือกองทุนต่างประเทศก็ได้

  7. กองทุนรวมอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund : ETF)
    กองทุนรวมน้ำมัน           เป็นกองทุนเปิดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และซื้อขายสะดวกเหมือนหุ้น เสียค่าบริหารจัดการต่ำกว่ากองทุนอื่นๆ ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากกองทุนอิงดัชนี (Index Fund) อย่างเห็นได้ชัด และสามารถอ้างอิงดัชนีได้หลายประเภท เช่น ดัชนีราคาหลักทรัพย์ ดัชนีราคาตราสารหนี้ ดัชนีราคาทองคำ

  8. กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund : IFF) 
               เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ได้แก่ ระบบขนส่งทางราง ไฟฟ้า ประปา ถนน ทางพิเศษหรือทางสัมปทาน ท่าอากาศยานหรือสนามบิน ท่าเรือน้าลึก โทรคมนาคม พลังงานทางเลือก ระบบบริหารจัดการน้าหรือการชลประทาน และระบบป้องกันภัยธรรมชาติ

ข้อดีของกองทุนรวม
  1. เพิ่มโอกาส และทางเลือกในการลงทุน นอกเหนือจากการฝากเงิน การเล่นหุ้นเอง การซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้
  2. กระจายความเสี่ยงของการลงทุนไปในหลักทรัพย์หลายประเภทด้วยเงินลงทุนจำนวนไม่มาก
  3. สามารถเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ได้หลากหลายประเภทโดยไม่ต้องติดต่อหลายที่
  4. เพิ่มอำนาจต่อรองของเงินลงทุน กองทุนรวมนับเป็นนักลงทุนประเภทสถาบัน ที่มีเงินลงทุนก้อนใหญ่
    ทำให้มีอำนาจต่อรองทั้งในเรื่องอัตราดอกเบี้ยและราคาตราสารได้มากกว่านักลงทุนรายย่อย
  5. มีการบริหารเงินลงทุนโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ
  6. มีสภาพคล่องสูง เนื่องจากกองทุนส่วนใหญ่สามารถทำรายการซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ
    และสามารถทำรายการได้ทั่วประเทศ
  7. มีกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนหลากหลายประเภท ให้เลือก ทำให้สามารถกระจายเงินลงทุนได้อย่างหลากหลาย ตามลักษณะการยอมรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
  8. ประหยัดเวลาในการติดตามข้อมูลในตลาดและภาวะเศรษฐกิจ
  9. ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยกำไรจากการลงทุนไม่ต้องนำไปคำนวณภาษี นอกจากนี้เงินที่ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เมื่อมีผู้ถือหน่วยปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน
หลักในการพิจารณาเลือกกองทุนรวม
  1. ควรทำความเข้าใจก่อนว่ากองทุนรวมมีกี่ประเภท และประเภทไหนที่เหมาะกับเรา
  2. ศึกษาวัตถุประสงค์ของการลงทุน นโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของกองทุนรวม
  3. วิเคราะห์ผลการดำเนินงานในอดีต และพยายามมองหากองทุนรวม ที่ให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ
  4. พิจารณาสภาพคล่องในการซื้อขาย และอายุของกองทุนรวม ให้ตรงกับความต้องการใช้เงินในอนาคต
  5. ระมัดระวังเรื่องขนาดสินทรัพย์ของกองทุนรวม เพราะถ้าขนาดสินทรัพย์เล็กเกินไป จะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยสูงขึ้น หรือถ้าขนาดสินทรัพย์ใหญ่มาก ก็อาจเป็นไปได้ที่จะมีหลักทรัพย์ซึ่งไม่มีคุณภาพในสินทรัพย์ที่ลงทุน
  6. อย่ามองข้ามคุณภาพ และความสามารถในการบริหารจัดการลงทุนของผู้จัดการกองทุน
  7. เลือกซื้อกองทุนรวมที่มีการกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงเหมาะสมกับความต้องการของคุณ
ความเสี่ยงของกองทุนรวม

        โดย Risk Spectrums สำหรับกองทุนเปิดทั่วไป จะเป็นการจัดแบ่งออกเป็น 8 ระดับ ตามประเภทของตราสารที่ลงทุน เรียงลำดับจากความเสี่ยงต่ำไปถึงความเสี่ยงสูง

ความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุนรวม
  • ระดับที่ 1 กองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนเฉพาะในประเทศ โดยจะลงทุนเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หรือตราสารทางการเงินในประเทศ ที่มีอายุสั้นไม่เกิน 1 ปี เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด และมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้น้อย

  • ระดับที่ 2 กองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนในต่างประเทศบางส่วน เป็นกองทุนตลาดเงิน ที่สามารถนำเงินบางส่วน ไปลงทุนในพันธบัตรต่างประเทศได้ ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากยังคงเน้นลงทุนในตราสารระยะสั้น ทำให้มีความเสี่ยงในระดับที่ต่ำ

  • ระดับที่ 3 กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งแม้ว่าจะดูเหมือนมีความเสี่ยงที่ต่ำ แต่พันธบัตรมีช่วงอายุหลากหลาย และกองทุนสามารถเลือกลงทุนในพันธบัตร หรือตราสารที่มีอายุมากกว่า 1 ปีได้ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องของ Maturity Risk

  • ระดับที่ 4 กองทุนรวมตราสารหนี้ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นตราสารหนี้แบบไหน สามารถลงทุนได้ในหุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้เอกชน ซึ่งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น มิใช่เพียงเรื่อง Maturity Risk เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของ Credit Rating หรือการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
               นักลงทุนที่ทำแบบทดสอบแล้วได้คะแนนในช่วง 4 ระดับแรก ถือว่าเป็นผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อย ดังนั้นประเภทของตราสารที่จำแนกไว้ใน 4 ระดับแรก จึงยังคงเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ทั้งหมด ความเสี่ยงกองทุนรวมซึ่งแน่นอนว่าความเสี่ยงที่ต่ำ ก็มักจะมาพร้อมกับโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่ไม่สูงมากนักด้วยเช่นกัน
               ดังนั้น กองทุนตราสารหนี้ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย หรือคนในวัยเกษียณ เนื่องจากไม่มีรายได้หลัก และต้องการลงทุนแบบคุ้มครองเงินต้น

  • ระดับที่ 5 กองทุนรวมแบบผสม หรือ Balance Fund มีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งจะเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ระดับปานกลาง

  • ระดับที่ 6 กองทุนรวมตราสารทุน ซึ่งมีความเสี่ยงใกล้เคียงกับการลงทุนในหุ้นโดยตรง ซึ่งเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงในระดับที่สูง

  • ระดับที่ 7 กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม หรือ Sector Fund เช่น ลงทุนเฉพาะ Sector พลังงานหรือธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป เนื่องจากเป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเฉพาะใน Sector ที่กำหนดเอาไว้เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น กองทุนที่ลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยในปีที่ผ่านมา แม้ว่าดัชนีหุ้นไทยตลาดจะเพิ่มขึ้นราว 35% และกองทุนหุ้นทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ราว 40%แต่ผลตอบแทนของหุ้นกลุ่มพลังงานกลับทำได้เพียง 8-9% เท่านั้น ดังนั้นนักลงทุนที่จะเลือกลงทุนในกองทุนแบบ Sector Fund จึงควรมีความรู้ความเข้าใจให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงด้วย

  • ระดับที่ 8 คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Investment) เช่น ทองคำ น้ำมัน หรือสินทรัพย์เสี่ยงที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

 
 
google
facebook
 
QR Code Line konpakanpai
line_addfriends_konpakanpai
 
รับสมัครตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ
รับสมัครตัวแทนประกันวินาศภัย ศรีกรุงโบรคเกอร์
ประกันรถยนต์กับศรีกรุงโบรคเกอร์
724 Insure
 
ยินดีให้คำปรึกษากรมธรรม์ประกันชีวิต
 
 
 
 
 
line
ผู้เอาประกันควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัย ผลประโยชน์ เงื่อนไข ความคุ้มครองโดยละเอียดให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
line
คนประกัน รับทำประกันภัยทุกชนิด
line
หน้าแรก  |  ผลิตภัณฑ์  |  ข่าวสารข้อมูล |  สาระความรู้ | ติดต่อเรา   
line
เว็บไซต์นี้มิใช่เว็บไซต์ของ บริษัท เอไอเอ จำกัด แต่เป็นเว็ปไซต์์ตัวแทนประกันชีวิตของเอไอเอ (ตัวแทนประกันชีวิต) บริษัท เอไอเอ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ต่อเว็บไซต์นี้
บริษัท เอไอเอ จึงไม่ต้องรับรอง และไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นทั้งทางแพ่งและทางอาญาจากการใช้เว็บไซต์นี้ เว็บไซต์นี้มิให้ถือเป็นคำเสนอหรือการชักชวนให้ซื้อผลิตภัณท์เกี่ยวกับการ ประกันภัยในประเทศใด ๆ ต่อบุคคลใด ๆ ที่ไม่มีสิทธิตามกฎหมายในการกระทำดังกล่าวในประเทศนั้น ๆ หากเกิดความเสียหายใด ๆ ต่อบุคคลใด ๆ อันเนื่องจากเว็บไซต์นี้
Copyright © 2012 All Rights Reserved. by Konpakanpai     Tel. 094-5426619    Email : konpakanpai@gmail.com